วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552
สวัสดีวันสงกรานต์
จากสถานการณ์ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา วิเคราะห์ได้ว่าคุณทักษิณได้ตัดสินใจไม่กลับประเทศไทยแล้ว และพยายามหาทางลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ โดยพยายามสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อจะได้มีเหตุในการขอลี้ภัย และไม่ถูกส่งตัวกลับประเทศ
ปัจจุบัน ทหาร ตำรวจ ด้อยประสิทธิภาพในการวางแผนทำงานลงมาก แทนที่จะยึดมั่นในการรักษากฎหมาย กลับเป็นกลัวความผิดที่จะตามมา ส่วนหนึ่งมาจากการขาดความเชื่อมั่นในผู้บังคับบํญชา ที่ไม่แน่ใจว่าหากตนทำตามกฎหมายแล้วมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาสามารถปกป้องตนเองได้หรือไม่
การรับมือกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบสามารถกระทำได้ไม่ยากนัก เพราะจุดอ่อนของกลุ่มก่อความไม่สงบครั้งนี้ อยู่ที่การกระจายกันทำงาน ไร้เอกภาพ หากมีการวางแผนที่ดีก็สามารถจัดการได้โดยง่าย โดยเริ่มจาก
1. การปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เพื่อโดดเดี่ยว
2. การตัดเสบียง ทั้งน้ำและอาหาร เพื่อลดทอนขวัญและกำลังใจ
3. การปล่อยข่าวลือเพื่อสร้างความสับสน และแตกแยก
4. การกดดันให้กระทำความผิด เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลัง
5. การเปิดช่องให้แยกย้ายกลับ
6. การใช้กำลังเข้าจับกุม
โดยขอให้ติดตามแกนนำกลุ่มให้ใกล้ชิด เพราะเมื่อใดที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงมากขึ้น คาดว่ากลุ่มแกนนำจะหนีออกนอกประเทศเพื่อไปย้ายไปอยู่กับคุณทักษิณเป็นแน่แท้ เพราะขณะนี้กลุ่มแกนนำคงเริ่มรู้ตัวแล้วว่า โอกาสชนะคงเป็นไปได้ยาก เพียงแต่สถานการณ์ขนะนี้พาไป
แล้วจะมีทางที่จะไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงได้หรือไม่ หนทางยังมีอยู่หากคนไทยทุกคนออกมาต่อต้าน ผมขอเน้นว่าคนไทยทุกคน ไม่ใช่กลุ่มคนเสื้อเหลือง เพราะถ้าเสื้อเหลืองออกหน้าก็จะเกิดความรุนแรงอีกแน่
กลุ่มก่อความไม่สงบพยายามสร้างความชอบธรรมในการก่อความไม่สงบ ว่าเป็นตัวแทนส่วนใหญ่ของคนไทย แต่ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ตัวจริงออกมาต่อต้านการกระทำดังกล่าว ผมคิดว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ คงสงบลงโดยไม่มีความรุนแรง
เพียงแต่จะมีใครออกหน้าล่ะ กลุ่มนักศึกษาหรือ? กลุ่มพ่อค้าหรือ? กลุ่มชาวบ้านทั่วไปหรือ? ขณะนี้ยังมองไม่เห็น
เหตุที่คนไทยปัจจุบันมีความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัว อยากเด่นอยากดัง ไร้ประสิทธิภาพในการทำงานเป็นทีม ผมมองว่าเกิดจากสื่อโทรทัศน์ของไทยที่ปลูกฝังความคิดให้ โดยเฉพาะละครต่าง ๆ ทั้งละครจีน ที่ปลูกฝังความต้องการเป็นฮีโร่ เด่นดัง เก่งคนเดียว ละครไทย ที่ปลูกฝังการแก่งแย่งชิงดี เห็นใครดีกว่าเป็นไม่ได้
ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้อีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า คนไทยก็จะมีสภาพการณ์ที่เลวร้ายมากกว่านี้อย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นหากพ้นวิกฤตนี้ไปแล้ว ผมอยากให้รัฐมองถึงอนาคตของคนไทยในอีก 20-30 ปีข้างหน้า และลงมาควบคุมละครต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่ออนาคตของลูกหลานคนไทย
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552
ทางออกอยู่ที่ไหน
ผมมานั่งคิดดู กลับพบว่าเป็นโอกาสของคนไทยด้วยซ้ำ แล้วมีโอกาสอะไรบ้าง ลองมาดูกัน
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่ขณะนี้พบว่าตลาดผู้ซื้อใหญ่ของไทยซึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกาเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลง เนื่องจากเกิดความไม่มั่นในฐานะการงาน และเงินของตนเอง ที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ให้ทั้งกับภาคเอกชนและบุคคล จนรัฐบาลต้องเข้ามาเป็นผู้ดูแล เช่นเดียวกับประเทศไทย
เมื่อคนเกิดภาวะไม่มั่นใจเช่นนี้ พฤติกรรมในการใช้จ่ายย่อมเปลี่ยนไป การใช้จ่ายก็จะใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ ปัจจัยสี่ (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค)
แล้วทำอย่างไรจะประหยัดงบในการใช้จ่ายสิ่งเหล่านี้ได้มากที่สุด หนึ่งก็ต้องซื้อเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพ การผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในราคาที่ต่ำ
แล้วมีหรือ? ของราคาถูก คุณภาพสูง หาได้ที่ไหนล่ะ
คำตอบคือ ก็สินค้าจากเมืองไทยที่ล่ะ ที่เราต้องหันมาเน้นเรื่องคุณภาพสินค้าให้สูงสุด ได้มาตรฐาน ISO ทุกตัว รวมไปถึง SA ด้วย
อาหาร - ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ผลิตอาหารป้อนชาวโลกอยู่แล้ว นอกจากอาหารที่เป็นวัตถุดิบแล้ว อาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ก็ต้องพัฒนาต่อยอดให้มีคุณภาพทัดเทียมได้
ที่อยู่อาศัย - ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ดี เหมาะแก่การเข้ามาท่องเที่ยว พักอาศัยแบบโฮมสเตย์ โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำ และคนไทยก็พร้อมต้อนรับชาวต่างชาติทุกประเทศ ยกเว้นแอฟริกา อย่าไปต้อนรับมาก เพราะเกินครึ่งที่เข้ามา เข้ามาทำธุรกิจผิดกฏหมาย
เครื่องนุ่งห่ม - วัตถุดิบด้านสิ่งทอเรามีมากมาย เพียงแต่ต้องออกแบบให้ตรงกับความต้องการ และมีคุณภาพสูง
ยารักษาโรค - เรามีโรงพยาบาล แพทย์ และพยาบาลมากมายทั่วประเทศ ที่พร้อมรักษาในราคาที่ถูกกว่า
ผมมองว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่นี่ล่ะ ที่จะนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นภาวะวิกฤตได้ เพียงแต่มีปัจจัย 2 ประการที่ต้องทำ คือ
1. คุณภาพ ขอให้เน้นเรื่องนี้เป็นสำคัญที่สุด ลดอะไรลดได้ แต่อย่าลดคุณภาพ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุด ที่จะมีการอบรมพนักงานทุกคนในเรื่องการให้บริการ การพัฒนาสถานที่ เอา ISO ที่เคยได้มา มานั่งดูอีกครั้งว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก และนำมาใช้อย่างจริงจัง เพราะผมเห็นหลาย ๆ บริษัท โดยเฉพะบริษัทคนไทยแท้ ที่ทำ ISO เพื่อจะได้ชื่อว่ามี ISO แต่ไม่ได้นำมาใช้อย่างจริงจังเลย เมื่อมีการประเมิน ก็จะโรยผักชีกับผู้ตรวจ เมื่อผ่าน ก็กลับไปทำตามความเคยชินเช่นเดิม
2. การประชาสัมพันธ์ เมื่อมีของดีก็ต้องอวดกันหน่อย สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ อินเตอร์เน็ต หากบริษัทใดยังไม่มีเว็บไซต์ของตนเอง ก็เริ่มลงมือทำได้แล้วครับ สิ่งนี้จะเป็นโอกาสในธุรกิจ และเมื่อทำแล้วก็ขอให้ทำแบบมืออาชีพจริง ๆ หากนึกไม่ออกว่าทำแบบมืออาชีพทำอย่างไร ก็ขอให้เข้าไปดูเว็บไซต์บริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกัน หรือใกล้เคียง แล้วนำมาประยุกต์ใช้ มีจุดเด่นอะไร ลิสต์ขึ้นมา 3 อย่าง แล้วก็เน้นที่ 3 อย่างนี่ล่ะ ไม่ต้องดีครอบจักรวาลหรอกครับ นอกจากเว็บไซต์แล้ว เวลาที่หน่วยงานราชการจัดโรดโชว์ต่างประเทศก็ต้องตามไปออกด้วย
ผมขอให้เน้น 2 สิ่งนี้ก่อน ส่วนอื่น ๆ ค่อยว่ากัน แต่ก็อาจมีปัญหาอยู่ว่าทั้งสองสิ่งนี้ยังไม่เห็นรายได้กลับมาทันทีทันใด ในขณะที่บริษัทก็ยังต้องจ่ายค่าจ้างพนักงาน และยอดขายบริษัทก็ตกลงไป แน่นอนก็ต้องกลับมาเรื่องการลดต้นทุน
ผมอยากให้ศึกษาเรื่องโลจิสติกส์อย่างจริงจัง หรือจ้างที่ปรึกษามาช่วย จะจากเอกชนหรือหน่วยงานราชการก็แล้วแต่
โลจิสติกส์ในความหมายผมไม่ใช่การขนส่ง แต่หมายถึงทุกกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวในองค์กร เช่น การติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ก็ถือเป็นโลจิสติกส์อย่างหนึ่ง การทำงานประจำวันของพนักงาน ก็ถือเป็นโลจิสติกส์อย่างหนึ่ง ทุกขึ้นตอนการผลิตก็ถือเป็นโลจิสติกส์
ลองหาหนังสือเกี่ยวกับการผลิตแบบโตโยต้า หรือลีน มาศึกษาดูนะครับ มีแปลไทยหลายเล่ม เช่น Toyota way, Lean logistics เป็นต้น
สุดท้ายคงฝากไปถึงรัฐบาล ที่ขอให้ช่วยก็คือ
1. การพัฒนาความรู้เรื่องISO, SA และลีน ให้กับบริษัทเอกชน
2. ดึงภาคเอกชนไปร่วมโรดโชว์ตามประเทศต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะโรงพยาบาล และโฮมสเตย์
3. ปล่อยค่าเงินบาทให้ต่ำลงมากกว่านี้ ผมมองที่ 39 บาทกำลังดี
สุดท้ายนี้ เมื่อบริษัทที่ทำเกี่ยวกับปัจจัยสี่นี้ดีขึ้นแล้ว ผมเชื่อว่าจะส่งผลให้ธุรกิจอื่น ๆ ภายในประเทศดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน
วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ช่วงนี้ทำอะไรดี
ใครที่ไม่มีผลงาน ไม่มีความสามารถจริง ๆ บริษัทก็ไม่อยากเก็บไว้เป็นภาระ สู้จ้างออกไปดีกว่า และเอางานของคนเก่าที่ลาออก มาให้คนที่เหลืออยู่ทำ เพราะฉะนั้นคนที่มีงานทำก็จะต้องทำงานมากขึ้น ๆ ใครทนไม่ได้ก็ลาออกไปเอง บริษัทก็รับคนใหม่ที่สามารถทำได้เข้ามาทำแทน
เพราะฉะนั้นช่วงนี้ คนที่มีความสามารถเท่านั้นที่จะได้รับการบรรจุเข้าทำงาน คนที่อยู่ระดับกลาง ๆ ก็จะว่างงานมากขึ้นเรื่ือย ๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ เมื่อหางานไม่ได้ ก็จะหางานที่คิดว่าสามารถทำได้ ไม่ลำบากนัก บวกกับมีเงินทุนในการจ้างออกมา
แล้วอะไรที่ง่ายสุดล่ะ ก็ร้านเกมส์-อินเตอร์เน็ตนี่ล่ะ เพราะเห็นมีลูกค้าเล่นทั้งวันทั้งคืน คำนวนแล้วถ้าเปิดเองบ้างคงนั่งนับเงินทั้งวัน เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว เชื่อว่าต้นปีหน้าคงมีร้านเกมส์-อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกกว่าครึ่ง
แต่เมื่อมีร้านมากเข้า ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ดี ลูกค้าย่อมต้องประหยัด และลดน้อยลง เมื่อลูกค้าน้อยลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายคงที่มีมาก ก็ต้องทำการส่งเสริมการขายกันหน่อย วิธีที่ง่ายสุดก็คือ ลดราคานี่ล่ะ เมื่อร้านแรกลดราคา ลูกค้าที่ควานหาของถูกก็จะเฮกันไปร้านนั้น ร้านอื่น ๆ ก็ต้องลดตามไม่งั้นก็อยู่ไม่ไหว
เมื่อทุกร้านแข่งกันลดราคาในขณะที่ลูกค้ามีน้อยลง รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย แน่นอนก็ต้องทยอยปิดกิจการไป ก็จะเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตามหลักอุปสงค์ อุปทาน
แล้วจริง ๆ ควรทำอะไรดีล่ะ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดก็คือ ช่วงนี้ทุกคนอยากมีรายได้เสริมกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนมีงานทำอยู่แล้ว หรือคนไม่มีงานก็ตาม
หากเราสามารถรวมคนที่เก่งเฉพาะด้านเหล่านี้มารวมกัน จัดตั้งเป็นบริษัทรับจ้างทำงานไม่จำกัดละก็ คิดว่าน่าจะไปได้ดี เพราะส่วนหนึ่งที่บริษัทต่าง ๆ ลดพนักงานลง แต่จะหันไปจัดจ้างบริษัทจากภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านนั้นมาทำงานแทน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายจัดส่ง ฝ่ายไอที เหล่านี้
ซึ่งหากเรารวมตัวกันเข้าไปเสนองานให้กับบริษัทเหล่านี้ โดยนำเสนอมืออาชีพในสาขาอาชีพเฉพาะด้าน เชื่อได้ว่าน่าจะมีโอกาสมากขึ้น โดยมืออาชีพต่าง ๆ ที่เราจัดหามา ไม่ได้ให้มาทำงานโดยตรง แต่เราจะรับคนจบใหม่เข้ามาเทรนโดยมืออาชีพให้พร้อมทำงาน และคอยเป็นที่ปรึกษา ซึ่งเท่ากับว่าเราจะมีมืออาชีพเฉพาะด้านต่าง ๆ มากมายไม่จำกัด ที่พร้อมทำงานได้ทันทีกับการแข่งขัน
ส่วนด้านเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เราก็จัดจ้างบริษัทคนไทยที่มีแนวคิดทันสมัยมารับช่วงต่อจากเราในบางอย่างได้ เช่น การจัดส่ง ไอที ขาย เพื่อลดการลงทุนให้มากที่สุด
กลับมาที่คนว่างงานต่าง ๆ ควรทำอะไรดี ควรไปเรียนต่อสายวิชาชีพครับ หรือเรียนโท แต่เรียนแล้วต้องเรียนให้ได้ที่ 1 เท่านั้นนะครับ เพราะตอนนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับที่สอง
วิชาชีพควรเืลือกสาขาอะไร มีมากมายครับ ลองเข้าไปศึกษาปัญหาของกลุ่มคนต่าง ๆ ดูครับ เช่นคนมีบ้าน ก็อยากได้ช่างตกแต่งที่มีฝีมือมาปรับปรุงบ้าน ซึ่งหายากพอดู
เรียนโท ก็แนะนำบริหารธุรกิจครับ เพราะจะได้เห็นภาพรวมของการทำธุรกิจ และทำงานร่วมกับฝ่ายอื่น ๆ ได้ดี มีเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน และที่ขาดไม่ได้เลยก็เรื่องภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน
หากคิดว่าคงไม่เรียนต่อแล้ว ก็หางานทำครับ ขายของกิน เช่น ผลไม้สด เพราะยังมีพื้นที่อีกมากครับ ที่ขาดแคลนคนขาย และบริการ เพียงแต่ต้องเน้นคุณภาพเพื่อระยะยาวนะครับ
ส่วนใครที่ไม่อยากเรียน ไม่อยากค้าขาย ก็แนะนำให้เก็บเงินไว้ซื้อที่ดิน สำหรับเพาะปลูก ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือปลูกสิ่งที่กินได้ทั้งหมด หรืออยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงิน อะไรที่มีเหลือก็เอาออกมาขายเก็บเงินสะสมไว้ รอเมื่อเศรษฐกิจฟื้นเมื่อไหร่ ค่อยเอามาลงทุนทำธุรกิจที่อยากทำ
ก็ขอให้ทุกคนมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต ขอเพียงรู้จักคำว่าพอ ก็มีความสุขแล้วครับ
วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551
Google Chrome

การออกแบบ Chrome นั้น ทำได้ดีมาก ง่ายต่อการใช้งาน และที่ผมชอบใจมากที่สุดก็คือ คำกล่าวอ้างที่บอกว่า ปิดแท็บเมื่อไหร่ คืนหน่วยความจำให้ทันที
ปัญหาอย่างเดียวของ Chrome ก็คือ การใช้งานภาษาไทย มีปัญหาเวลาพิมพ์ข้อความแทรกระหว่างคำ คือหากพิมพ์บทความยาว ๆ แล้ว จะแทรกกลางนี่ลำบากมาก ลองทดสอบดูนะครับ แต่ผมก็ยังใช้งานต่อไป ที่ใช้เขียนบล็อกนี่ ก็ใช้ Chrome ในการเขียน
หากกูเกิ้ลออกแบบโปรแกรม office ให้มีหน้าตาแบบ chrome แล้วละก็ ผมว่าไมโครซอฟท์จะมีปัญหาทันทีทีเดียว
พูดถึงออฟฟิศ ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 2007 เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาดีมากเลยทีเดียว มีลูกเล่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานมากมาย เพียงแต่ต้องเรียนรู้กับหน้าตาแบบใหม่ของโปรแกรมเพิ่มเติม แต่ปัญหาเดียวคือ ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อ ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 2003 แล้ว หากจะให้ลงทุนเพิ่ม ผมคิดว่าคงยาก เพราะค่าใช้จ่ายสูงทีเดียว
ซึ่งช่วงหลัง ๆ นี่ ทางไมโครซอฟท์ก็เริ่มบุกให้ผู้ใช้ตามบ้านใช้ออฟฟิศ 2007 ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ตามบ้านคุ้นเคยกับโปรแกรมออฟฟิศให้มากที่สุด และจะได้มีผลเวลาที่ไปทำงาน
แต่ในส่วนธุรกิจแล้ว ผมคิดว่าไม่คุ้มกับการลงทุนเพิ่มนัก หากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดออฟฟิศทุก 4-5 ปี เพราะคู่แข่งรายสำคัญของออฟฟิศ 2007 ก็คือ OpenOffice.org ก็พัฒนาความสามารถได้ไม่แพ้กัน
ในส่วนธุรกิจก็เพียงแต่ต้องลงทุนเพิ่มในส่วนของการฝึกอบรมพนักงานให้ใช้งาน OpenOffice.org ให้เป็นเท่านั้น อีกทั้งหา่ฝ่ายไอทีชำนาญในส่วนของ Opensource ซึ่งปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งก็เริ่มเปิดการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งนี่เป็นการลงทุนระยะยาว
ซึ่งผมทราบมาว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้เปลี่ยนมาใช้ linux และ OO.o นานแล้ว ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านโปรแกรมต่าง ๆ ไปได้อย่างมากทีเดียว
นอกจากออฟฟิศแล้ว อีกโปรแกรมที่ขาดไม่ได้ก็คือ os ซึ่งในฝั่งของ opensource ก็มีอยู่หลายตัว ตัวที่โดดเด่นมากก็คือ Ubuntu นั่นเอง แม้ว่าจะยังใช้งานภาษาไทยได้ไม่สมบูรณ์ 100% ก็ตาม (มีปัญหาเรื่องสระลอย) แต่ถ้าเทียบกับฝั่งวินโดว์แล้ว จะมีข้อดีตรงที่เข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์เก่า ๆ ได้ดี
เพราะฉะนั้น จะช่วยประหยัดในการอัพเกรดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปได้อย่างมาก ซึ่งช่วยลดโลกร้อนได้ด้วย
เวลาว่าง
นอกจากดูทีวีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การหาหนังมาดู หลัง ๆ ที่ดูก็ได้แก่ Dragonball z the movie ซึ่งมีทั้งหมด 15 ภาค และ Nodame cantabile มีทั้งหมด 23 ตอน และ Prison Break ซีซั่นใหม่
Dragonball Z นี่หลายภาค ผมว่าคนแต่งเดิมคงไม่ได้เขียน เพราะขาดความน่ารักและสนุก มีแต่สู้กันตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ แต่ก็มีหลายตอนที่สนุก ลองหามาดูกันนะครับ
ส่วน Nodame Cantabile สนุกดีครับ นางเอกน่ารักได้ใจดี ได้ความรู้เรื่องเพลงคลาสสิคมากขึ้น และส่วนใหญ่เพลงที่นำมาประกอบก็เป็นเพลงที่ฟังง่าย เพราะ ๆ ทั้งนั้น ช่วง4-5 ตอนสุดท้ายนี่ น่าติดตามมาก ๆ เลย
ส่วน Prison Break นี่ ก็ออกทะเลไปนานมากแล้ว แต่ผมก็ยังติดตามดูอยู่ ซึ่งในความคิดของผม ผมชอบ 24 Hours มากที่สุด ดูเรื่องนี้ทีไร อดนอนทุกที ต้องดูจนครบ 24 ชั่วโมง นี่ก็รอซีซั่นใหม่อยู่
เพิ่มเติมอีกอย่างนอกจากหาหนังดู และดูทีวีออนไลน์แล้ว อีกอย่างที่ผมมักแวะเวียนเข้าไปดาวน์ฺโหลดมาอ่านเป็นประจำก็คือ การ์ตูนนั่นเอง ก็มีเว็บประจำอยู่ 2 เว็บ คือ mangashare.com และ stoptazmo.com เรื่องที่ผมติดตามอ่านก็มี Gantz, Zetman, Naruto, HxH, Berserk
เพื่อน ๆ มีอะไรน่าดูบ้าง ก็บอกต่อ ๆ กันมาบ้างนะครับ ผมจะได้หาอะไรดูยามว่าง
วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551
คอมฯใหม่
ก็เดินไปใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ร้านเน็ต/เกมส์ใกล้บ้าน ซึ่งจากการที่ไม่ได้กลับบ้านมานาน มาคราวนี้มีร้านเน็ตใกล้บ้านเปิดบริการถึง 4 ร้านด้วยกัน แต่ก่อนผมต้องเดินไปเล่นที่ร้านที่ใกล้ที่สุด ก็ประมาณ 2 กิโลเมตร
ที่นี่คิดชั่วโมงละ 15 บาทเหมือนกันทุกร้าน ไม่มีการแข่งขันตัดราคากันมาก และมีลูกค้าประจำร้านกันมากทีเดียว ถ้าไปช่วงหลังเลิกเรียน หรือวันเสาร์-อาทิตย์นี่ มักจะไม่ได้เล่น
ก็เลยตัดสินใจว่า ซื้อคอมพิวเตอร์ติดบ้านซักเครื่องดีกว่า ก็ไปเดิน ๆ ดูร้านคอมฯแถวบ้าน เครื่องตั้งโต๊ะต่ำสุดก็หมึ่นหกพันบาท ซึ่งผมคิดว่าแพงเกินความจำเป็น เพราะโดยหลักแล้ว ผมนำมาใช้งานอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เกมส์ต่าง ๆ ก็ไม่ได้เล่น
จนวันนึงไปซื้อของใช้ที่เทสโก้โลตัส ก็ไปเจอทางห้างนำเอาสินค้าโชว์มาลดราคา ก็รู้สึกสนใจเพราะราคาติดไว้ที่ 10,900 บาทเท่านั้น ก็มีหลากหลายแบรนด์ แต่ผมสะดุดกับ lenovo เพราะให้จอ lcd wide ขนาด 19 นิ้ว
ก็เลยตัดสินใจซื้อ ตอนที่ซื้อก็ลำบากนิดหน่อย รุ่นที่สนใจมีแค่สองเครื่อง แต่ละเครื่องก็มีอุปกรณ์ประกอบไม่ครบ ต้องเอาทั้งสองเครื่องมารวมกัน ก็ทดสอบเปิดดูก็โอเค หน้าจอไม่มีจุดดำ ก็จ่ายเงินขนกลับบ้าน ดั้งนั้นใครคิดซื้อคอมเลหลังจากห้างพวกนี้ ต้องตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ดี ไม่งั้นต้องเสียเงินซื้อเอง
os ที่แถมมาเป็นฟรีดอส ก็เลยจัดการลงวินโดว์ Vista ซะเลย ก็ใช้งานได้ดี เพียงแต่ออกจะช้าซะหน่อย เพราะแรมที่แถมมากับเครื่องมีแค่ 512 เมกเท่านั้น ก็งง ๆ หน่อย เนื่องจากผมไม่เคยใช้วิสต้าเลย ปกติใช้แต่ xp เครื่องรุ่นที่ซื้อมาใช้ซีพียูอินเทล E2140 1.6 GHz ฮาร์ดดิสก์ 160 จิ้ก วีจีเอ-ซาวด์ออนบอร์ด มีสปีคเกอร์พร้อม
วัน ๆ ก็นั่งเปิดเล่นเกมส์ที่ติดมากับวินโดว์ เพราะโปรแกรมอื่น ๆ ก็ไม่มี แผ่นโปรแกรมต่าง ๆ อยู่ที่กรุงเทพฯทั้งหมด ยังไม่มีเวลาขึ้นไปเอา ไม่อยากเสียเงินซื้อที่นี่ เพราะโดยปกติผมจะใช้วิธีดาวน์โหลดเอา
เมื่อมีคอมฯแล้ว ก็ต้องมีอินเตอร์เน็ตให้ครบเครื่องซะหน่อย เพื่อจะได้ดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ มาลง ก็มอง ๆ หาอินเตอร์เน็ตในตัวจังหวัดดู ก็พบกับโฆษณาของแม็กซ์เน็ต จึงโทรไปสอบถาม ซึ่งก็ได้ทราบว่าช่วงนี้มีบริการติดตั้งเบอร์โทรศัพท์ฟรีด้วย ผมจึงตัดสินใจติดตั้ง โดยเลือกแพคเกจความเร็ว 3 เมก เพราะอยากดาวน์โหลดได้เร็ว ๆ
ก็รออยู่อาทิตย์นึง กว่าช่างจะมาติดตั้งให้ ลองใช้ครั้งแรก ปรากฏว่าผิดหวังมาก เพราะโดยหลักแล้วผมจะใช้งานเว็บนอก แต่แพคเกจที่ติดตั้งเร็วเฉพาะเว็บในประเทศ ถ้าซื้อไปเล่นเกมส์ออนไลน์นี่เหมาะมาก ส่วนเวบเมืองนอกนี่ขอบอกว่าไม่สมควร
โทรไปขอเปลี่ยนแพคเกจก็ไม่ได้แล้ว เพราะเจ้าหน้าที่บอกได้ทำการบันทึกข้อมูลการใช้งานไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องเป็นเดือนหน้า เฮ้อ บริการ
ช่วงนี้ผมจะขึ้นกรุงเทพฯเดือนละสองครั้ง เพื่อเข้าไปจัดการเรื่องบางอย่างที่ร้าน ทั้งร้านเกมส์และร้านเน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรบ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้งสองร้านของผมก็ใช้ระบบสมาชิกในการเก็บข้อมูลลูกค้า ซึ่งลูกค้าก็ให้ความร่วมมือดี แต่ก็มีเหมือนกันที่เมื่อบอกบางคนให้สมัครสมาชิกก่อนเล่น ก็ไม่ยอมเล่น เปลี่ยนไปเล่นร้านอื่นแทน เฮ้อ ยิ่งช่วงเดือนที่ผ่านมานี่ยอดรายได้ตกลงพอสมควรเลยทีเดียว
วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน ไว้มาคุยใหม่ครับ
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ขนาดแมลงสาบยังตาย
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ผมมักซื้อมากินก็คือยี่ห้อ กง ก่ง ครับ
หลังจากกินเสร็จผมก็จะวางชามบะหมี่ทิ้งไว้ บางครั้งก็ทิ้งไว้ 2-3 วันที่เดียว ห้องผมก็สุดแสนจะรกครับ มักพบเห็นแมลงสาบเดินไปมาบ่อย ๆ
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ผมมักจะเห็นแมลงสาบตายอยู่ในชามบะหมี่ที่ผมตั้งทิ้งไว้ ไม่ใช่ครั้งเดียวนะครับ ผมเห็นเกือบสิบครั้งแล้ว คละรสครับ ทั้งหมูสับ ต้มยำ
นั่นก็หมายถึง แมลงสาบปีนขึ้นไปกินเศษบะหมี่ และขาดใจตายในถ้วยนั่นเอง
โอ้โห ขนาดแมลงสาบยังตาย แล้วคนจะไปเหลืออะไร
วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2551
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ในช่วงปลายชีวิต จิ๋นซีหมกมุ่นกับชีวิตอมตะมากเกินไป จึงหลงเชื่อคนบางคนในเรื่องของยาอายุวัฒนะ ทั้ง ๆ ที่ก่อน ๆ มา จิ๋นซีเชื่อในหลักเหตุผล และเป็นคนมองการณ์ไกล
ราชวงศ์จิ๋นมีอายุแค่สิบกว่าปีเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะบุคคลใกล้ชิดที่ไม่ดี และความเชื่อมั่นในตนเองของจิ๋นซีมากเกินไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดี เวลาที่เราขึ้นเป็นผู้นำ สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ คนใกล้ชิด
เรื่องการใช้คนต้องพูดถึงโจโฉ สมัยสามก๊กที่เลือกใช้คนเก่ง และใช้หลักบริหารทีมงานที่ดี ใครทำผิดต้องลงโทษ ใครทำดีต้องให้รางวัล แต่บางครั้งก็ต้องมีการซื้อใจกันด้วย
กลับมาที่จิ๋นซี ก่อนสวรรคต จิ๋นซีมัวหลงตัวเองว่าเป็นเทพ ไม่มีวันตาย จึงไม่ได้วางแผนแต่งตั้งรัชทายาทสืบทอดตำแหน่งที่แน่นอน ทำให้หลังจากสวรรคตไปแล้ว คนที่ดูแลงานเบื้องหลังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเสียสุดท้าย
ผมจะเปรียบให้กับการทำธุรกิจ สินค้าทุกประเภทจะมีวงจรชีวิต มีทั้งขึ้นและลง ซึ่งหากเราจำหน่ายสินค้าเพียงอย่างเดียว ก็มีโอกาสสูงที่หากสินค้าตัวนั้นอยู่ในช่วงขาลง และเราไม่ได้เตรียมความพร้อมในสินค้าอื่นมาทดแทน ก็อาจส่งผลให้ธุรกิจเสียหายได้
อีกตัวอย่างนึง ก็โฆษณาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่ควรปลูกพืชเชิงเดี่ยว ควรปลูกให้หลากหลาย และอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง
คือ เราควรมีธุรกิจให้หลากหลาย บางธุรกิจอาจเก็บไว้เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว บางธุรกิจสามารถลงทุนเพื่อหากำไรเข้ามา ส่วนธุรกิจที่ไม่ทำกำไรหรือขาดทุน ก็ควรตัดขายออกไปให้คนที่เชี่ยวชาญทำแทน หรือหากเกี่ยวเนื่องกับกลยุทธ์หลัก ก็ต้องพยายามให้อยู่รอดด้วยตนเองให้ได้
พรุ่งนี้ก็จะมีเรื่อง เจงกิสข่านมาแทน ซึ่งก็น่าติดตามเช่นกัน ส่วนหนังจีนชุดอีกเรื่องที่แนะนำให้ดูก็คือ กษัตริย์ราชวงศ์หมิง ทางช่องเก้า โมเตอร์นไนน์ ในวันพฤหัส บ่ายโมง นอกจากนั้นก็มีหนังญี่ปุ่นชุดเกมล่าธุรกิจ ทางช่องไทยพีบีเอส ในวันจันทร์-อังคาร เวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ซึ่งผมดูวันนี้ในตอนแรกเกี่ยวกับธุรกิจซื้อหนี้เสียมาบริหาร และการเตรียมข้อมูลมาต่อรอง น่าติดตามและนำมาประยุกต์ใช้มาก
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ทำไมเด็กต้องเรียนหนังสือ
ผมฝากเพื่อน ๆ ช่วยคิดทีว่าทำไมเด็กต้องไปเรียน หรือทำไมเด็กถึงหนีเรียนไม่ได้ แล้วผมจะเข้ามาตอบทุกความเห็นครับ
วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551
การแข่งขัน
ข้อดีของการมีร้านคู่แข่งมาเปิดใกล้ ๆ กับร้านเรา ก็คือ พื้นที่ร้านเราเป็นแหล่งของร้านอินเตอร์เน็ตนั่นเอง ลองนึกตัวอย่างดูอย่างห้างพันธุ์ทิพย์ ที่เป็นแหล่งรวมร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มากมาย เปิดร้านติดกัน ตรงข้ามกัน เยื้องกัน ลูกค้าที่ต้องการซื้อคอมฯ ก็รู้จักห้างพันธุ์ทิพย์ว่าเป็นแหล่งของอุปกรณ์คอมฯ ถ้าหากว่ามีร้านนึงไปเปิดอยู่ที่เซ็นทรัลเวิล์ด ก็จะมีลูกค้าเฉพาะคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น
นั่นคือ ถ้ามีร้านอินเตอร์เน็ตมาเปิดรวมกันเยอะ ๆ ลูกค้าก็จะหลั่งไหลมายังจุดนั้น ๆ เพราะถ้าร้านไหนเต็ม ก็สามารถเดินไปเล่นอีกร้านที่ใกล้ ๆ กันได้ แต่หากบริเวณนั้นมีแค่ร้านเดียว ลูกค้าไป และปรากฏว่าที่นั่งเต็ม ลูกค้าก็จะเสียเวลาในการเดินทางไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าลูกค้ารายนั้นตั้งใจมาเล่นเน็ตทุกครั้งและพบว่าที่นั่งเต็มทุกครั้ง เค้าย่อมเปลี่ยนไปใช้บริการร้านเน็ตแหล่งอื่นที่เป็นแหล่งรวมร้านเน็ตจะดีกว่า เพราะร้านไหนเต็มก็สามารถไปเล่นร้านอื่น ๆ ได้
การที่จะดูว่า เมื่อไหร่จะมีร้านใหม่มาเปิดแข่งขันเพิ่มหรือไม่นั้น ก็สังเกตง่าย ๆ โดยสมมุติว่ามีร้านเราร้านเดียว มีเครื่องคอมฯอยู่ 10 เครื่อง ปรากฏว่าเครื่องเต็มตลอด และเราคิดว่าควรขยายร้านเพิ่มเติมเมื่อไหร่ นั่นก็แสดงว่าจะมีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน เพราะเรามองเห็นโอกาส คนอื่นก็มองเห็นโอกาสนั้นเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจร้านอินเตอร์เน็ต เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก ทุกคนที่มีเงินก็สามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้
แล้วเราควรทำอย่างไรดี เราต้องมองไปล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ลองคิดว่าเดือนนี้อีก 1 ปีข้างหน้าร้านเราจะดำเนินธุรกิจอย่างไร ลูกค้าจะเข้ามาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน เป็นลูกค้ากลุ่มไหน เช่น หากคุณมองว่าธุรกิจนี้ยังสามารถขยายตัวได้อีก ก็ต้องรีบขยายร้านให้เพียงพอกับความต้องการ เปิดสาขาเพิ่มก่อนที่คู่แข่งจะตัดสินใจเข้ามา
แต่หากเรามีเงินทุนไม่เพียงพอ ผมไม่แนะนำให้กู้แบงค์นะครับ ขอให้ลงทุนแต่พอดี ไว้มีเงินเก็บเพียงพอแล้วค่อยขยายนะครับ ขอให้จำคำว่า "อยู่อย่างพอเพียง" แล้วเราจะอยู่อย่างมีความสุขครับ
ก็ปล่อยให้คู่แข่งเข้ามาเปิด เพราะอย่างน้อยก็ช่วยส่งเสริมให้ร้านเราอยู่ในทำเลที่ดี (place) ต่อจากนั้นเราก็ต้องพัฒนาตัวเราเองให้ทัดเทียมกับคู่แข่งขัน โดยนำ 4 p มาวิเคราะห์ต่อ
product - สินค้าและบริการ
สินค้าและบริการของร้านอินเตอร์เน็ต+เกมส์คืออะไร สินค้าหลักก็คือ อินเตอร์เน็ตและเกมส์ ลูกค้าที่เข้ามาในร้านตั้งใจที่จะเข้ามาใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือเกมส์ ลองนึกภาพว่า คุณเข้าไปใช้งานร้านอินเตอร์เน็ต+เกมส์แห่งหนึ่ง ปรากฏว่า
- อินเตอร์เน็ตช้ามาก หรือเกมส์มีแต่เกมส์เก่า ๆ ไม่ทันสมัย คุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน?
- เมาส์ คีย์บอร์ด กดไม่ค่อยติด แข็งเกินไป หูฟังดังข้างเดียว คุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน?
- แอร์ไม่เย็น โต๊ะ-เก้าอี้สกปรก ขาด โยกเยก คุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน?
- ถามอะไรพนักงานก็ตอบไม่ได้ พนักงานพูดจาฟังไม่เข้าหู แต่งตัวสกปรก คุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน?
เพราะฉะนั้น คุณต้องจัดการกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานเหล่านี้ให้ดีซะก่อน จากนั้นก็มาเสริมบริการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น* อะไรที่ร้านคู่แข่งมีและเราไม่มีบ้าง ถ้าเราสามารถหามาเพิ่มได้ก็ทำ แต่ถ้าไม่สามารถก็ไม่จำเป็น อย่างที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ ที่ว่ากลยุทธ์เราคืออะไร เราต้องหาจุดต่างจากคู่แข่งให้ได้ อย่าไปทำตามคู่แข่ง เพราะยังไงเสีย ร้านคู่แข่งก็ได้เปรียบในเรื่องของอุปกรณ์คอมฯต่าง ๆ ใหม่กว่าเราอยู่แล้ว
price - ราคา
ถ้าราคาเท่ากันก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ถ้าหากร้านคู่แข่งราคาต่ำกว่า ขอให้อย่าพึ่งลดราคาตาม เพราะลดแล้วจะขึ้นกลับมาอีกครั้ง จะเป็นไปได้ยาก ยกเว้นคุณไม่มีจุดต่างจากร้านคู่แข่งเลย ก็ต้องปรับราคาลงมาให้เท่ากับคู่แข่ง
เพราะฉะนั้น คุณต้องพยายามสร้างจุดต่างจากคู่แข่ง เพราะอย่างน้อยลูกค้าก็จะมองเห็นว่าที่ต้องจ่ายราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง ก็เพราะร้านคุณมีจุดต่างที่เห็นได้ชัดจากคู่แข่ง
place - ทำเล
ร้านเราเป็นจุดดึงลูกค้าหรือไม่? ถ้ายังก็ต้องเสริมและสร้างให้เกิดขึ้น*
promotion - การสื่อสารการตลาด
กิจกรรมต่าง ๆ ภายในร้าน โดยเฉพาะร้านเกมส์สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลากหลาย*
* หมายเหตุ : บางเรื่องผมจะไม่พูดถึง เพราะบางอย่างก็เป็นกลยุทธ์ของร้านผมเช่นกัน เพราะฉะนั้นขอให้เพื่อน ๆ คิดวิเคราะห์ด้วยตนเองนะครับ
ลองหาข้อมูลและวิเคราะห์ดูครับ ผมเชื่อว่าตลาดร้านอินเตอร์เน็ตและเกมส์ยังเติบโตได้อีกเยอะ ทุกคนสามารถอยู่รอดได้
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2551
โลกร้อน
ปัจจุบันเรามีการนำสารให้พลังงานมาใช้มากขึ้น ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อมีการใช้จะปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้โลกร้อนออกมา ซึ่งหากเรามีต้นไม้เยอะ ๆ ที่คอยช่วยดูดซับสารเหล่านั้นละก็ ก็คงไม่มีปัญหาโลกร้อนหรอกครับ แต่เพราะทุกวันนี้ ต้นไม้ถูกตัดทำลายลดลงไปอย่างมากที่สุด เนื่องจากการขยายตัวของการทำการเกษตร หรือการขยายพื้นที่อยู่อาศัย
ผมว่าน่าจะมีการรณรงค์ปลูกต้นไม้กันดีกว่า รณรงค์ลดการใช้พลังงานนะ ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาส ก็ช่วย ๆ กันปลูกต้นไม้นะครับ โดยเฉพาะไม้ยืนต้น อาจจะเป็นพวกผลไม้ก็ได้ เช่น ขนุน ที่ช่วยหนุนตัวเราให้ดีขึ้น
มาว่ากันเรื่องโอกาสทางธุรกิจดีกว่า ว่าโลกร้อนแบบนี้ ธุรกิจอะไรที่น่าจะดีบ้าง แน่นอนก็ต้องเป็นธุรกิจทำความเย็น ไม่ว่าจะเป็นแอร์คอนดิชั่นทั้งในบ้าน และในรถยนต์ พัดลมบ้านและมือถือ พัดมือธรรมดา นอกจากนั้นก็จะเป็นสถานที่ที่ให้ความเย็น เช่นที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า และร้านอินเตอร์เน็ต :)
สมัยก่อนผมทำงานบริษัท ช่วงหน้าร้อนนี่ ตื่นเช้ามากครับ เพราะร้อน ก็รีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน นั่งตากแอร์ในที่ทำงาน ช่วงเย็นก็อยู่ค่ำหน่อย เพราะกลางคืนก็ร้อน
ส่วนวันหยุดก็ไปเดินตามห้างสรรพสินค้าครับ ก็มีทั้งซื้อและไม่ซื้อ เพราะฉะนั้นผมว่าหน้าร้อนนี่ ห้างสรรพสินค้าน่าจะขายสินค้าได้มากขึ้นนะครับ
ส่วนร้านอินเตอร์เน็ต ก็จะมีคนที่เข้ามาใช้บริการเร็วขึ้น และบ่อยขึ้นครับ ร้อนเมื่อไหร่ก็แว่บมาเล่น ก็ช่วยได้ส่วนหนึ่งครับ
ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ แอร์ก็ทำงานมากขึ้นครับ ค่าไฟก็สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะค่าไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ทำให้เดือนที่ผ่านมา ค่าไฟร้านผมสูงมากเป็นประวัติการ ก็ต้องหามาตรการลดค่าไฟมาใช้ครับ
- ล้างแผ่นกรองฝุ่นของแอร์บ่อยขึ้นครับ จากเดือนละครั้ง ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเดือนละสองครั้ง หรือต่อไปอาจต้องเปลี่ยนเป็นสัปดาห์ละครั้ง เอาไว้คอยดูฝุ่นที่เกิดขึ้นก่อน
- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถถอดปลั๊กได้ ต้องถอดให้หมด ไฟเส้นไหนที่ไม่ได้ใช้ต้องสับสวิตซ์ปิดไฟให้หมด ช่วงนี้ผมก็มานั่งศึกษาเส้นทางเดินสายไฟแต่ละเส้นอยู่ครับ
- ปิดเครื่องคอมฯเร็วขึ้น เมื่อก่อนผมก็จะปล่อยเครื่องคอมฯ เปิดค้างไว้ แต่ตั้งให้ปิดหน้าจอไว้เมื่อไม่ได้ใช้งานครบ 10 นาที และจะปิดเครื่องเมื่อใกล้กำหนดปิดร้าน ตอนนี้ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็น ช่วงไหนที่เครื่องว่างเยอะ ๆ ก็สั่งปิดเครื่องว่างทั้งหมดเลยครับ ลูกค้ามาเมื่อไหร่ก็ให้ลูกค้าเปิดใหม่
ก็หวังว่าจะช่วยลดค่าไฟได้บ้าง ถึงจะเล็กน้อยก็ตาม จะได้เอาค่าไฟที่ลดนี้ไปเพิ่มค่าจ้างพนักงานได้ เพราะอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าค่่าข้าวเพิ่มขึ้นวันละ 15 บาท เท่ากับเดือนละ 450 บาท เงินเดือนพนักงานที่ไม่มากนัก ก็ถือเป็นเปอร์เซนต์ที่สูงอยู่ครับ
ซึ่งถ้าหากค่าไฟยังสูงต่อเนื่องต่อไปแบบนี้ ผมอาจจะต้องทำร้านและวางระบบแอร์ใหม่ก็ได้ เพราะเพดานตอนนี้สูงประมาณ 3 เมตร และแอร์เป็นรุ่นเก่ามานานแล้ว อาจต้องทำฝ้าเพดานเพื่อลดให้สูงเพียง 2.5 เมตร และซื้อแอร์เบอร์ 5 รุ่นใหม่มาใช้แทน ก็อาจต้องคำนวนค่าใช้จ่ายระหว่างทำใหม่กับใช้ของเดิมอีกครั้งนึง
วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2551
อยู่ตรงไหน
การทำธุรกิจร้านเน็ตหรือร้านเกมส์ในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูง ประกอบกับเป็นธุรกิจที่คนไม่มีความรู้ก็สามารถเข้ามาทำได้ เพียงแค่มีเงินลงทุน ทำให้หลาย ๆ ร้านเปิดใหม่ที่มีเจ้าของร้านที่ไม่มีความรู้ด้านการตลาด จะเน้นหนักไปที่การทำกลยุทธ์ด้านราคาเป็นสำคัญ
ร้านประเภทนี้ เจ้าของมักจะไม่มีความรู้ทางบัญชีและการเงิน เพราะหากเราคิดดูดี ๆ แล้ว เรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนมากมายดังนี้ คือ
- ค่าเช่าร้าน
- ค่าอุปกรณ์คอมฯ, โปรแกรม, เฟอร์นิเจอร์ และค่าตกแต่งร้าน
- ค่าจ้าง
- ค่าสิ้นเปลืองอื่น ๆ
ค่าใช้จ่ายรายการนี้ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง ทำเลที่ตั้งดีก็จะมีค่าเช่าสูง ทำเลที่ตั้งไม่ดีก็จะมีเค่าเช่าต่ำ บางท่านอาจจะให้บ้านพักของตนเองเป็นที่เปิดกิจการ แต่ท่านก็ต้องนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้เข้ามาคำนวนไว้ด้วย โดยคิดว่าหากท่านให้ผู้อื่นมาเช่า ท่านสมควรจะได้รายได้เท่าใดบวกเข้าไปในค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน แต่ละวัน
ค่าอุปกรณ์คอมฯ, โปรแกรม, เฟอร์นิเจอร์ และค่าตกแต่งร้าน
ค่าใช้จ่ายรายการนี้จะเป็นค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์และโปรแกรมต่าง ๆ ทั้งหมด ในส่วนตัวผมเองคิดที่ 3 ปี (สูงสุด 5 ปี) ก็นำค่าใช้จ่ายทั้งหมดบวกดอกเบี้ยเงินฝาก แล้วก็เอามาหารจำนวนปี เดือน วัน ก็จะได้เป็นค่าเสื่อมต่อวัน เมื่อครบตามจำนวนปีที่กำหนด หากเราสามารถขายอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ ก็ได้เป็นกำไรไปครับ
ค่าจ้าง
เป็นค่าใช้จ้างพนักงานและตัวเอง ก็ต้องกำหนดให้แน่ชัดลงไปว่าพนักงานเท่าไหร่ ตัวเองเท่าไหร่ แล้วก็นำมาหารจำนวนวัน ก็จะได้เป็นค่าใช้จ่ายต่อวัน โดยเฉพาะค่าจ้างของตนเอง ควรตั้งโดยดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เช่น หากไปทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือน จะได้เท่าไหร่ ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของกิจการขนาดนี้ควรเป็นเท่าไหร่ อย่างผม ผมให้เงินเดือนตัวเองที่ 20,000 บาท ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนที่ผมทำงานเป็นพนักงานได้เฉลี่ยที่ 50,000 กว่าบาท เพราะผมมองว่าธุรกิจขนาดนี้ น่าจะเริ่มต้นเท่านี้ก่อน แต่ก็ยังมีโอกาสขยายกิจการเพิ่มเติม ซึ่งแน่นอนรายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
ค่าสิ้นเปลืองอื่น ๆ
ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าน้ำยาทำความสะอาด ค่ากระดาษ ค่าหมึก ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เอาค่าใช้จ่ายจริง 3 เดือนย้อนหลังมาเฉลี่ย จะได้ทราบค่าใช้จ่ายขั้นต่ำโดยประมาณ แล้วมาหารจำนวนวัน ก็จะได้เป็นค่าใช้จ่ายต่อวัน
อย่างของผมเองค่าใช้จ่ายต่อวัน ประมาณ 2,400 บาท หากเดือนใดได้รายได้เฉลี่ยต่อวันต่ำกว่านี้ เดือนนั้นก็จะขาดทุน เดือนใดได้รายได้เฉลี่ยต่อวันสูงกว่านี้ ก็จะได้กำไร ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าเดือนเมษานี้มีโอกาสเท่าทุนหรือขาดทุน แต่เดือนก่อนหน้านี้ก็พอมีกำไรบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว เราก็จะรู้สถานะทางการเงินของตนเอง หากขาดทุนทุกเดือนก็ต้องกลับมาพิจารณาแล้วว่า ควรเลิกแล้วไปหากิจการอย่างอื่นทำ หรือกลับไปเป็นพนักงานเหมือนเดิม หรือหาทางพัฒนาธุรกิจ สร้างยอดขายให้ครอบคลุมรายจ่ายให้ได้
ร้านที่สามารถใช้กลยุทธ์ราคาต่ำ คือ 10 บาท เค้าอาจคำนวนว่ารายได้ขนาดนี้เมื่อคำนวนแล้วครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อวันของเค้าได้ ก็ต้องปล่อยให้เค้าดำเนินกิจการต่อไป แต่ถ้าหากเค้าตั้งโดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า เค้าจะเปิดกิจการไม่ได้นานหรอก
แล้วร้านที่มีค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนก็ต้องตั้งราคาที่สูงกว่า แต่ในราคาที่สูงกว่านั้น อะไรล่ะที่สูงกว่า เช่น ค่าเช่าสูงกว่า ก็ต้องบริหารพื้นที่ในร้านให้เกิดรายได้มากที่สุด ค่าจ้างสูงกว่า ก็ต้องพัฒนาพนักงานให้เกิดทักษะในการทำงานที่สูงตามไปด้วย ก็ในเมื่อค่าบริการของเราสูงกว่าแล้ว ก็ต้องสร้างคุณค่าในสายตาผู้บริโภคให้สูงตามมูลค่าที่เค้าจะต้องจ่ายออกไป
แล้วถ้าทุกร้านราคาเท่ากันหมดล่ะ ทำอย่างไร ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าการตลาดมี 4 p เราก็ต้องกลับมาดูว่า p ตัวไหนของเราที่ด้อยกว่าคู่แข่ง product-เครื่องคอมฯและบริการต่าง ๆ หรือ? place-ทำเลหรือ? promotion-การตกแต่งร้านหรือ?
ก็ต้องออกสำรวจร้านคู่แข่งและประเมิณจุดแข็ง-จุดอ่อนของทั้งของเราและคู่แข่ง แล้ววางแผนปรับปรุงจุดอ่อนให้เท่าเทียมหรือดีกว่าคู่แข่ง พร้อมทั้งเสริมจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้นไป หากทำได้
โดยการปรับปรุงจุดอ่อนนี้ต้องกำหนดเป็นกลยุทธ์ และนำมาใช้สร้างความแตกต่างให้ลูกค้าจำได้อย่างชัดเจน ว่าร้านของเรามีจุดเด่นอะไรที่ต่างจากร้านคู่แข่ง แล้วเราจะได้ไม่ต้องไปแข่งขันกันที่ราคาอย่างเดียว
ผมฝากให้ลองศึกษาธุรกิจร้านกาแฟเป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสตาร์บั๊ค โอบองแปง ร้านกาแฟโบราณ ลองนั่งคิดวิเคราะห์ดูว่าทำไมเค้ายังอยู่กันได้
วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551
ข้าวยาก หมากแพง
ส่วนถ้าหากผมเดินทางออกไปข้างนอก หากอยู่ในระยะ 2 กิโล ผมก็จะเดินเอา ถ้าไกลกว่านั้น ก็จะนั่งรถประจำทาง ซึ่งตอนนี้ต้องวางแผนการเดินทางให้ต่อรถน้อยคันที่สุด เพราะไปกลับครั้งนึงไม่ต่ำกว่า 20 บาท บางครั้งสูงถึง 50 บาทก็มี
ซึ่งหากมาคำนวนดูแล้ว สมมุติผมทานข้าววันละ 3 มื้อ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมื้อละ 5 บาท รวม 15 บาท หนึ่งเดือนก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 450 บาททีเดียว โดยเงินเดือนผมตั้งให้ตัวเองอยู่ที่ 20,000 บาท เท่ากับว่าเงินเดือนผมมีอัตราเงินเฟ้อที่ 2.25%
ส่วนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ณ ขณะนี้ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าอาจพุ่งสูงถึง 150-180 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล เท่ากับว่าราคาปลีกน้ำมันในไทยจะเท่ากับ 45-50 บาท ย่อมส่งผลให้อัตราค่ารถประจำทางต่าง ๆ จะขึ้นไป คงไม่ต่ำกว่า 10-15 บาทต่อครั้ง
แล้วจะแก้วิกฤตินี้อย่างไรได้บ้าง ในเมื่อเงินเดือนด้อยค่าลงและค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
1. เพิ่มรายได้
2. ลดรายจ่าย
ในการเพิ่มรายได้นั้น ขณะนี้ผมมีรายได้หลักจากร้านอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ซึ่งโอกาสในการปรับค่าบริการสูงขึ้นในขณะนี้คงยังทำไม่ได้ ยกเว้นทุกร้านในละแวกเดียวกันปรับราคาขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นคงต้องเพิ่มสินค้าและบริการ หรือเพิ่มช่องทางจำหน่าย
ในส่วนของการเพิ่มสินค้าและบริการนั้น ณ ขณะนี้ผมก็พยายามหาบริการที่เกียวเนื่องกับบริการอินเตอร์เน็ตมาเสริมเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ทั้งลูกค้าประจำและขาจร
ส่วนการเพิ่มช่องทางจำหน่ายนั้น ตอนนี้ก็มอง ๆ หาพื้นที่ที่จะขยายสาขา หรือทำธุรกิจอื่นเพิ่ม เพราะข้อเสียของธุรกิจบริการอย่างหนึ่งก็คือ ไม่สามารถขยายตัวได้มาก ถ้าจะขยายก็ต้องลงทุนเพิ่มค่อนข้างสูง ดังนั้น ผมจึงมอง ๆ หาธุรกิจซื้อมา-ขายไป หรือธุรกิจผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งก็กำลังตัดสินใจอยู่
ในช่วงนี้ผมก็ไปลงเรียนอิเลคทรอนิคส์พื้นฐานที่โรงเรียนฝึกวิชาชีพระยะสั้น เพื่อที่จะได้นำความรู้กลับมาซ่อมคอมฯในร้านด้วยตนเอง พร้อมทั้งรับซ่อมคอมฯให้ลูกค้าด้วย ซึ่งผมมองว่าธุรกิจรับซ่อมคอมฯยังมีโอกาสอยู่พอสมควร แม้ว่าปัจจุบันราคาคอมฯจะลดลงมาระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
ในส่วนของการลดรายจ่าย ก็ต้องนำของเสียมาวิเคราะห์ถึงปัญหาว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร และจะมีวิธีป้องกันอย่างไร เริ่มตั้งแต่การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ทั้งของร้านและของตัวเอง ต้องหาแหล่งซื้อที่มีราคาต่ำกว่าปัจจุบัน ในขณะที่คุณภาพไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ หมึกพิมพ์ น้ำยาทำความสะอาด และอื่น ๆ ส่วนของข้าวนั้น ก็เปลี่ยนร้านไปทานร้านที่ขายราคาถูกกว่าหรือเปลี่ยนไปกินก๋วยเตี๋ยวแทน
ก็ขอฝากให้เพื่อน ๆ ระมัดระวังค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ดี ควบคุมให้อยู่ในระดับที่อยู่ได้นะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551
MythBuster
ผมเคยไปบ้านหม้อมาหลายครั้งเพื่อหาซื้อฟองน้ำนี้ และจะเห็นเฉพาะรุ่นขายปลีก คู่ละ 15 บาท ถือว่าราคาสูงมาก จนเมื่อวานที่ผมไปเดิน ก็ไปเจอะเจอร้านนึงจำหน่ายฟองน้ำนี้โดยตรง ถามดูราคาปลีกคู่ละ 5 บาท ราคาส่ง 50 คู่ เหลือ 3 บาท ผมก็เลยซื้อมา 50 คู่
จากนั้นก็ซื้อ MultiMeter, หัวแร้ง, ตะกั่ว, น้ำยาเช็ดกระจกกลับมา เพื่อนำมาซ่อมหูฟังที่เสีย ๆ ก็เดินเลือกซื้อตั้งแต่บ้านหม้อไปจนถึงร้านอมรที่ดิโอลด์สยาม
สมัยก่อนผมเคยทำงานแถววัดสุทัศน์ ซึ่งจะอยู่ใกล้ ๆ กับแยกอุณากรรณ์ ซึ่งเป็นแยกที่มีร้านจำหน่ายปืนเยอะมาก เป็นแหล่งรวมเลยล่ะ
สมัยนั้นเที่ยง ๆ ก็มีแวะไปเดินที่ดิโอลด์บ้าง ไปกินขนมหวานตามซุ้มต่าง ๆ ที่อยู่โถงด้านล่าง หวานมันอร่อยครับ แนะนำ
ซื้อของต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วก็นั่งรถเมล์ปอ.60 กลับ ตอนขาไป 14 บาท แต่ขากลับ 12 บาท ก็แปลกดีครับ ช่วงที่ผมนั่งรถขาไปนั้น ผมก็นั่งอยู่บริเวณแถวด้านหน้า ไม่ไกลจากคนขับเท่าไรนัก ก็ได้ยินคนขับคุยกับคนเก็บเงิน เกี่ยวกับเครื่องดื่มชูกำลังอยู่
คนขับก็แนะนำให้กระเป๋าทราบว่า ก่อนดื่มเครื่องดื่มพวกนี้ อย่าให้ท้องว่าง เพราะเครื่่องดื่มนี้จะเข้าไปกัดกระเพาะ เนื่องจากประสบการณ์ของคนขับเคยเอาเครื่องดื่มนี้แช่เหรียญบาทดำ ๆ เมื่อแช่ไว้สักระยะหนึ่ง เอาเหรียญบาทขึ้นมา ปรากฏว่าเหรียญบาทสะอาดเหมือนใหม่เลย
ก็ถือว่าเป็นคุณสมบัติซ่อนเร้นของเครื่องดื่มนี้นะครับ ซึ่งผมก็นั่งฟัง แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อนัก นอกจากจะได้เห็นด้วยตาตนเองซะก่อน
และพอพูดถึงเรื่องการพิสูจน์ความเชื่อแล้ว อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า วันที่ผมเฝ้าร้านเน็ต ผมจะเปิดดูทีวีออนไลน์ ซึ่งช่องที่ผมดูประจำก็คือ ช่อง Discovery ซึ่งช่วงนี้จะมีรายการที่น่าดูอยู่รายการหนึ่ง ก็คือ MythBuster ซึ่งเป็นรายการที่ทำการพิสูจน์ความเชื่อต่าง ๆ ว่าเป็นจริงหรือไม่
เป็นรายการที่น่าสนใจมาก ทำให้เราได้รู้จริงในสิ่งต่าง ๆ และฝึกให้คนเราเป็นคนที่ไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ ซึ่งผมอยากให้สถานีโทรทัศน์ฟรีของบ้านเรานำมาออกอากาศบ้าง เพราะตอนนี้มีเฉพาะในเคเบิลทีวี
ผมก็ยังไม่ได้ทำการพิสูจน์หรอกครับว่าคำพูดที่พนักงานขับรถบอกเล่านั้นเป็นความจริงหรือไม่ แต่ถ้าหากวันนึงผมซื้อเครื่องดื่มชนิดนี้มาดื่มแล้ว ไว้ผมจะทดลองให้ทราบกันนะครับ
ส่วนเมื่อกลับบ้านมา ผมก็จัดการซ่อมหูฟังที่เสียอยู่ 3 อัน ก็จับมายำรวมกันได้ 2 อัน เพราะมีลำโพงเสียอยู่ 2 ตัว แล้วไว้ผมค่อยกลับไปซื้อหูฟังถูก ๆ ที่บ้านหม้อมาถอดอะหลั่ยเปลี่ยน 30 บาท/อัน บวกกับตัวดูดตะกั่วกลับมาใช้งานด้วย
ช่วงนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ตของร้านก็ไม่สามารถขึ้นได้ ก็ต้องพยายามประหยัด อะไรซ่อมได้ก็ต้องซ่อมครับ นอกจากได้ความรู้แล้ว เรายังได้ความภูมิใจในการทำงานของเราด้วยนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551
เกมกลยุทธ์
ในความเห็นของผม รายการควรแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขันก่อน ว่าเหตุใดพวกเขาเหล่านั้นจึงถูกคัดเลือกเข้ามาเล่นในเกมนี้ มีความคิดหรือความสามารถพิเศษอย่างไร เพื่อจะได้ให้น้อง ๆ นักศึกษาที่ศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจเรียนรู้ได้ ว่าจริง ๆ แล้ว ความรู้ความสามารถอะไรบ้างที่ธุรกิจต้องการ เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมก่อนทำงาน
ในเทปแรกนี้ต้องบอกว่า ไร้กลยุทธ์ครับ แม้ทางรายการจะพยายามกล่าวอ้างว่ามีการใช้กลยุทธ์หลาย ๆ อย่างก็ตาม แต่ผมก็ยังมองไม่เห็นกลยุทธ์การตลาดใด ๆ ต้องบอกว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของพนักงานขายมากกว่าการวางแผนกลยุทธ์ ไม่มีกลยุทธ์ที่เป็นรูปร่างที่จะช่วยส่งเสริมให้ความเป็นอยู่ของผู้บริโภคดีขึ้นเลย มีเพียงการแข่งขันกันขายสินค้า โดยไม่สนใจวิธีการใด ๆ
ซึ่งในชีวิตจริง การทำเช่นนี้ จะเป็นการฝึกให้พนักงานมีวิสัยทัศน์เอาตัวรอด ไม่มีจรรยาบรรณ ซึ่งส่งผลให้การทำธุรกิจในระยะยาวยากลำบากขึ้น และธุรกิจเสียหายทั้งยอดขายและกำไร แทนที่รายการนี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของโอสถสภา แต่กลับเป็นการนำเอาวัฒนธรรมที่ไม่ดีขององค์กรมาเผยแพร่ซะมากกว่า และการวางกลยุทธ์การตลาด เราต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างต่ำ 1 ปีครับ และใช้ส่วนผสมทางการตลาดอย่างเหมาะสม
ผมอยากเห็นการนำเสนอแผนงานแข่งขันกัน พร้อมทั้งการวิจารณ์แผนงานนั้น ๆ มากกว่า แม้จะไม่ได้นำไปปฏิบัติจริง ๆ ก็ตาม หรือเป็นเพราะว่านี่คือเทปแรกของรายการ แต่ถ้าหากเทปต่อ ๆ ไป ยังทำได้ไม่ดีกว่านี้ละก็ ผมว่ายกเลิกรายการไปดีกว่า เพราะไม่ได้ให้ประโยชน์กับฝ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
และอยากให้นำธุรกิจ OTOP หรือ SMEs มาสร้างกลยุทธ์แข่งกัน เพื่อช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กที่มีโอกาสน้อยมาเผยแพร่ เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำงานของธุรกิจขนาดเล็กอื่น ๆ ได้
ส่วนแง่คิดดี ๆ ที่ได้จากตอนแรกนี้ ที่จำได้มีดังนี้ครับ
- คอนเนคชั่น นักธุรกิจที่ดี ต้องรู้จักกับบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีพสาขาต่าง ๆ และมีความรอบรู้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้ บริษัทต่าง ๆ จะรับนักศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป เพราะนักศึกษาปริญญาโทเหล่านี้จะรู้จักกับบุคคลต่าง ๆ ในวิชาชีพเดียวกัน และผ่านประสบการณ์การทำงานมาในระดับหนึ่ง นอกจากนั้นก็ตัดเหตุผลในการลาออกว่าจะไปศึกษาต่อได้
- ผู้นำ ทุกทีมต้องมีผู้นำ ในครั้งนี้ทุกคนต่างเข้ามาในจุดที่เท่าเทียมกันทั้งหมด และทางทีมงานก็ไม่ได้ให้ที่ปรึกษา จริง ๆ แล้วการทำงานเป็นทีม สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกก็คือ เลือกหัวหน้า ที่จะเป็นคนคุมภาพทั้งหมด เหมือนทีมฟุตบอล ต้องมีโค๊ช ที่จะแจกจ่ายงานให้แต่ละคนทำ และวางกลยุทธ์แก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ใช่ทุกคนอยากเป็นกองหน้า ไม่มีใครยอมเป็นผู้รักษาประตูหรือกองหลัง
- ห้ามล้มเลิก มีคนเคยพูดว่า คนเราไม่มีคำว่าล้มเหลว จะมีก็แต่คำว่าล้มเลิก ในช่วงท้ายรายการที่มีการให้โหวตว่าใครคือจุดอ่อน ทุกคนตกลงกันโหวตให้ตัวเองเป็นจุดอ่อน จริง ๆ ในกรณีนี้ไม่ควรโหวตใครเลย แต่ต้องต่อรองขอโอกาสในการทำงานอีกครั้ง เพราะในการทำงานจริง การทำพลาด ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่จะสำเร็จในอนาคต หากเรายอมแพ้ทันทีที่พลาด ความเสียหายก็จะเกิดทั้งกับองค์กรและตัวเราเอง
ผมก็คงติดตามรายการนี้ต่อไป เพราะการดูรายการนี้จะช่วยทบทวนการทำงานที่ผ่านมาของผมด้วย โดยเราสามารถศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวในการทำงานได้พร้อม ๆ กัน
วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2551
พอลล่า
ที่เวบนี้ผมมักจะเข้าไปดาวน์โหลดโฆษณาตลก ๆ มาดูคลายอารมณ์เวลาที่เบื่อ ๆ
พูดถึงโฆษณาตลก ๆ ช่วงนี้ก็มี โฆษณาตลกร้ายของ สสส. เรื่องไม่ซ้อนคนเมา น่ะตลกดี ผมชอบนะโฆษณาของ สสส. ทำออกมาทุกชุดได้ดีครับ
ถ้าพูดถึงพอลล่าแล้ว ข้อดีของพอลล่าก็คือความน่ารัก และดูอ่อนวัย นั่นทำให้เราเห็นว่าโฆษณาที่พอลล่าแสดง จะพุ่งไปที่กลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นเท่านั้น แม้จะมีหัวงูแบบผมปะปนอยู่บ้างก็ตาม
เพราะเจ้าของสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนวัยทำงาน จะยังไม่แน่ใจในพฤติกรรมของพอลล่ามากนัก เพราะด้วยความที่เธอยังมองเป็นเด็ก อาจจะกระทำการใด ๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อตัวสินค้าได้
แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน ผมคงเห็นพอลล่าแสดงในหนังโฆษณาประเภทอื่น ๆ มากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่พอลล่าอาจจะต้องฝึกไว้ก็คือ การร้องเพลง เพราะหากได้เป็นพรีเซนเตอร์ของสินค้าที่จำเป็นต้องออกไปโชว์ตัวแล้วละก็ คงหลีกไม่พ้นที่จะต้องทำกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งกิจกรรมที่เป็นที่นิยมมากในการโชว์ตัวก็คือ การร้องเพลงนั่นเอง
ก็แค่อยากเห็นเร็ว ๆ ครับ
ส่วนถ้าจะพูดถึงโฆษณาที่ทำออกมาถูกต้องตามหลักการทำโฆษณาแล้วละก็ อยากให้เพื่อน ๆ ดูโฆษณารถกระบะอีซูซุที่ก็อต จักรพันธ์แสดงและของรถกระบะวีโก้ที่คุณปัญญา แสดง
แล้วคอยสังเกตคำพูด ท่าทาง จังหวะของคำกับภาพและท่าทาง ซึ่งทำออกมาได้เหมาะเจาะ ลงตัวกับวิธีการทำโฆษณาครับ
กลับมาพูดถึงแคนน่อนซักนิด ต้องบอกว่าแคนน่อนมีการโฆษณาสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าสินค้าของแคนน่อนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เพียงแต่ต้องบอกว่านโยบายทางด้านการบริการหลังการขายยังไม่ถูกต้องนัก
เรื่องนี้ต้องยกมาจากประสบการณ์ส่วนตัว กับเครื่องปริ้นเตอร์ของผมที่เคยคุยให้ฟังไปแล้ว
ในส่วนของปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตนั้น ทุกบริษัทมีนโยบายทำกำไรจากหมึกพิมพ์ ดังนั้นจึงเน้นการกระจายขายเครื่องให้มากที่สุด ซึ่งกลวิธีหนึ่งก็คือการตั้งราคาต่ำ เพื่อจูงใจกลุ่มเป้าหมายให้ซื้อเครื่องไปใช้งาน ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับกลยุทธ์นี้
แต่ทำไมเวลาที่เครื่องมีอาการขัดข้องขึ้นมา ค่าอะไหล่กับค่าบริการถึงได้แพงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อเครื่องใหม่ เช่น ซ่อมชุดฟีดกระดาษ ลูกค้าต้องจ่ายถึง 900 กว่าบาท คิดเป็นสัดส่วน 40% ของราคาเครื่องใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ขัดแย้งกับนโยบายแรก ที่แคนน่อนตั้งใจจะทำกำไรกับการขายหมึกพิมพ์
เพราะฉะนั้น แคนน่อนจะตัองระวังในการวางนโยบายทั้งหมดไม่ให้ขัดแย้งกัน ต้องอย่าลืมว่าแคนน่อนเป็นบริษัทจัดจำหน่ายสินค้า ไม่ใช่บริษัทจัดจำหน่ายบริการ ที่จะมาหากำไรเป็นกอบเป็นกำจากการเข้ามารับบริการ
วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551
ทา ทา พร้อมหรือยัง
ช่วงนี้ราคาน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน คนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว คงทราบดีว่าสัดส่วนรายจ่ายที่เป็นค่าน้ำมันคำนวนออกมาแล้วเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ต่อรายจ่ายทั้งหมด ผมก็มีรถยนต์เก่า ๆ อยู่คันหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่ได้ขับมานานหลายเดือนแล้ว ด้วยที่ว่าโดยส่วนใหญ๋ผมจะนั่งรถประจำทางหรือไม่ก็รถไฟฟ้า หรือไม่ก็เดิน
วันก่อนผมดูรายการพลังงานแห่งอนาคตทางช่องโมเดิร์นไนน์ ผมทึ่งมากเลยกับการนำเอาอากาศมาเป็นพลังงานขับเคลื่อนรถยนต์ โดยผู้คิดค้นใช้วิธีอัดอากาศเก็บไว้ในถัง แล้วนำอากาศในถังมาใช้ในการส่งพลังขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ไม่มีไอเสีย เยี่ยมมากเลย
สมัยเด็ก ผมฝันที่จะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมา โดยรูปแบบก็คือใช้พลังงานไฟฟ้าต้มน้ำ แล้วใช้ไอน้ำมาผลิตไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ หลักการก็คือรถยนต์ไอน้ำไฟฟ้านั่นเอง ก็เป็นความคิดของผมที่ไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วจะสร้างได้หรือเปล่า เพราะผมก็ไม่ได้เรียนมาทางนี้
กลับมาที่รถยนต์ ทา ทา รุ่นถูกที่สุดในโลก มีหลายคนที่บอกว่ารถรุ่นนี้หากนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย คงไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนไทยรายได้ต่ำ รสนิยมสูง แต่ผมกลับมองว่าไม่ใช่
ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันแพงอย่างนี้ คนที่มีรายได้ประจำไม่เกินสองหมื่นบาทต่อเดือน ที่ต้องการรถยนต์ไว้ใช้งาน ต้องการรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นช่องว่างของตลาดที่ยังไม่มีใครลงมาเล่น
หากทา ทา ต้องการเข้ามาทำตลาดเมืองไทย ผมคิดว่าควรเปิดตัวด้วยรถยนต์รุ่นนี้ เพื่อสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักก่อน แล้วค่อยเปิดตัวรถกระบะต่อไป นั่นคือควรที่จะวางตำแหน่งทา ทา อยู่ที่รถราคาถูกในใจผู้บริโภคก่อน
แต่ทา ทา ตอนนี้มีแผนที่จะเปิดตัวรถกระบะก่อน และกำลังโหมสร้างภาพลักษณ์บริษัทต่าง ๆ นา นา ซึ่งผมมองว่าเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า
สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ หาตัวแทนจำหน่ายในแต่ละจังหวัดให้ครบ พร้อมทั้งหาตัวแทนจำหน่ายอะหลั่ยในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น วรจักร และเปิดสอนการซ่อมรถทา ทา ให้กับช่างซ่อมรถทั่วประเทศ จากนั้นก็เปิดตัวรถยนต์ ทา ทา นาโน เพื่อสร้างตำแหน่งการตลาดในใจผู้บริโภค แล้วค่อยตามด้วยการเปิดตัวรถกระบะ
อย่าให้ผู้บริโภคมองว่ารถทา ทา เป็นรถใช้แล้วทิ้ง เพราะจากประสบการณ์เดิม ๆ รถยนต์หลายแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดในไทย ทำตลาดได้ซักปี-สองปี ก็หายไปจากตลาด กลายเป็นว่าเมื่อเสียแล้วหาที่ซ่อมไม่ได้ ทำให้เกิดความกังวลในใจของหลาย ๆ คนที่ตัดสินใจทดลองใช้รถแบรนด์ใหม่ ๆ
อีกอย่าง จุดแข็งของ ทา ทา ก็คือรถยนต์ราคาถูก ถ้าเริ่มต้นด้วยการเข้าไปแข่งขันในตลาดรถกระบะทันที ที่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ในขณะที่ตำแหน่งทางการตลาดของทา ทาไม่ชัดเจน คงประสบผลสำเร็จได้ยาก
และเหตุผลที่กลุ่มเป้าหมายจะเลือกซื้อรถยนต์หรือรถกระบะซักคัน เค้ามีหลักการในการเลือกซื้ออะไรบ้าง เช่น มีศูนย์บริการทั่วประเทศ อะหลั่ยหาง่าย คุณภาพดี ประหยัดน้ำมัน สิ่งอำนวยความสะดวกในรถ ราคาเหมาะสม ขายต่อง่าย ได้ราคาดี เป็นต้น แล้วทา ทา มีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครบถ้วนหรือยัง หากทา ทา วางตัวเองเป็นรถคุณภาพดีเทียบเท่ากับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดแล้ว นั่นก็จะไม่แตกต่าง แล้วทำไมผู้บริโภคต้องลองทา ทา ด้วยล่ะ
ผมแค่หวังให้ทา ทาอยู่ในตลาดนาน ๆ เพราะเมื่อมีการแข่งขัน ก็มีการพัฒนา ผู้บริโภคก็จะได้เลือกสิ่งที่ดีมาใช้งาน เพียงแต่ทา ทา น่ะ พร้อมหรือยัง?
วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551
สตาร์บั๊คคอนโด
วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551
ทำไมต้อง ปลาหมึก

หลังจากที่พักผ่อนมาเกือบปี ก็ถึงเวลาทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักที ก็เลยตัดสินใจเขียนบล็อก เพื่อเป็นการฝึกความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล และเป็นบันทึกประจำวันสำหรับตัวเอง
เหตุผลหนึ่งที่อยากเขียนบล็อกขึ้นมาก็คือ ช่วงที่หยุดไปนี้ ผมก็ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ สิ่ง ก็เลยอยากที่จะนำความรู้เหล่านี้มาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อที่คนที่ต้องการความรู้แบบเดียวกันจะได้ไม่เสียเวลาในการค้นคว้าหรือทดลอง อีกทั้งประสบการณ์ในการทำงานเก่า ๆ ก็จะได้นำมาเผยแพร่ต่อกัน ไม่ต้องฝังลงหลุมไปพร้อมกับตัวเอง
ก็ขอแนะนำตัวเองซักนิดนึง สำหรับชื่อ PlaMC นี้ อ่านว่า "ปลาหมึก" นะครับ แล้วทำไมต้องเป็นปลาหมึกล่ะ? หมึกนี่เป็นชื่อหนึ่งที่ผมใช้ในการสนทนากับเพื่อน ๆ สมัยที่เล่น Pirch ในห้องรักทะเล และผมคิดว่าเป็นชื่อที่มีความเป็นสากลในระดับหนึ่ง ยังไงนะหรือ ถ้าเพื่อนลองสังเกตการสะกดคำดู จะเห็นได้ว่า MC นอกจากอ่านว่าหมึกแล้ว ยังสามารถอ่านว่าแม็คได้อีกด้วย นั่นคือสำหรับเพื่อนชาวต่างชาติ ผมก็จะมีชื่อว่าแม็คยังไงละครับ
พื้นเพผม หลาย ๆ ปีที่ผ่านมาก็ทำงานด้านการตลาดมาโดยตลอด ยกเว้นในช่วง 2 ปีสุดท้ายที่ย้ายมาทำงานด้าน ลอจิสติกส์ และตอนนี้ก็มาดูแลร้านอินเตอร์เน็ต ก็ผ่านมาทั้งบริษัทเล็ก ๆ จนถึงบริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็นที่รู้จักกัน ก็ได้รับประสบการณ์การทำงานที่หลากหลายดี ได้รู้จักกับผู้คนหลากหลาย ได้รู้จักเพื่อนดี ๆ หลายคน ไว้จะทยอยเอามาแนะนำให้รู้จักกัน
สำหรับบล็อกนี้ ผมจะพยายามเข้ามาอัพเดทให้บ่อยที่สุด เพื่อน ๆ ก็เข้ามาติดตามอ่านได้นะครับ