คงเคยได้ยินคำว่า "เด็กหนีเรียนมาเล่นเกม" แล้วทำไมเด็กจะโดดเรียนมาเล่นเกมไม่ได้ละครับ ผมว่าเป็นสิทธิของเด็กนะครับ
ผมฝากเพื่อน ๆ ช่วยคิดทีว่าทำไมเด็กต้องไปเรียน หรือทำไมเด็กถึงหนีเรียนไม่ได้ แล้วผมจะเข้ามาตอบทุกความเห็นครับ
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551
5 ส.
5 ส. เป็นคำย่อของกิจกรรม 5 ขั้นตอน ในการปรับปรุงประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย
1. สะสาง
สะสางคือการคัดแยกสิ่งที่ไม่ได้ใช้งานออกจากสิ่งที่ใช้งาน และนำออกไป เช่น บนโต๊ะทำงาน ขอให้ลองสำรวจดูว่า มีอะไรบ้างที่ตั้งไว้โดยที่เราไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน ก็ให้ทำการวิเคราะห์ว่าควรกำจัดออกไป หรือนำไปจัดเก็บที่อื่น หรือรูปแบบอื่น เป็นต้น
2.สะดวก
สะดวกคือมองด้วยตาก็รู้ทันทีว่าคืออะไร เช่น สวิตซ์ไฟอันนี้ เป็นสวิตซ์สำหรับเปิด-ปิดไฟดวงใด ใคร ๆ ก็สามารถรู้ได้ โดยไม่ต้องลองผิดลองถูก หรือเก้าอื้ตัวนี้เป็นเก้าอี้ของโต๊ะหมายเลขอะไร เป็นต้น ก็แนะนำให้ทำฉลากสำหรับทุก ๆ จุด และจัดวางของอย่างเป็นระเบียบ จัดกลุ่มสิ่งที่เหมือนกันไว้ที่เดียวกัน
3. สะอาด
สะอาด ก็ตรงตัวครับ คือทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องใช้ และพื้นที่ทั้งหมด รวมทั้งตรวจสอบและบำรุงรักษาจุดที่จะเป็นปัญหาของอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น น็อตของเก้าอี้ ฟองน้ำของหูฟัง เป็นต้น
4. สร้างมาตรฐาน
สร้างมาตรฐานคือ การปฏิบัติตาม 3 ข้อข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ ทำทันที อย่าผัดวันประกันพรุ่ง และไม่ใช่การทำตามกำหนดการ เช่น กำหนดทำ 5 ส. ปีละครั้ง เป็นต้น แต่ต้องทำทุกวัน ทำตลอดเวลา มีมาตรฐานการทำงานที่แนนอน เป็นลายลักษณ์อักษร
5. สร้างนิสัย
สร้างนิสัยคือการตรวจสอบการปฏิบัติตามหลักการ 4 ส.แรกอย่างสม่ำเสมอ หากมีพนักงานใหม่ ก็ต้องจัดอบรมให้ทราบถึงขั้นตอนต่าง ๆ และคอยตรวจสอบ พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
หากเราทำตามนี้ได้ ก็จะช่วยให้เราสามารถประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดความสูญเสียได้อย่างมากทีเดียว ทั้ง ๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มแต่อย่างใด
- สะสาง
- สะดวก
- สะอาด
- สร้างมาตรฐาน
- สร้างนิสัย
1. สะสาง
สะสางคือการคัดแยกสิ่งที่ไม่ได้ใช้งานออกจากสิ่งที่ใช้งาน และนำออกไป เช่น บนโต๊ะทำงาน ขอให้ลองสำรวจดูว่า มีอะไรบ้างที่ตั้งไว้โดยที่เราไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน ก็ให้ทำการวิเคราะห์ว่าควรกำจัดออกไป หรือนำไปจัดเก็บที่อื่น หรือรูปแบบอื่น เป็นต้น
2.สะดวก
สะดวกคือมองด้วยตาก็รู้ทันทีว่าคืออะไร เช่น สวิตซ์ไฟอันนี้ เป็นสวิตซ์สำหรับเปิด-ปิดไฟดวงใด ใคร ๆ ก็สามารถรู้ได้ โดยไม่ต้องลองผิดลองถูก หรือเก้าอื้ตัวนี้เป็นเก้าอี้ของโต๊ะหมายเลขอะไร เป็นต้น ก็แนะนำให้ทำฉลากสำหรับทุก ๆ จุด และจัดวางของอย่างเป็นระเบียบ จัดกลุ่มสิ่งที่เหมือนกันไว้ที่เดียวกัน
3. สะอาด
สะอาด ก็ตรงตัวครับ คือทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องใช้ และพื้นที่ทั้งหมด รวมทั้งตรวจสอบและบำรุงรักษาจุดที่จะเป็นปัญหาของอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น น็อตของเก้าอี้ ฟองน้ำของหูฟัง เป็นต้น
4. สร้างมาตรฐาน
สร้างมาตรฐานคือ การปฏิบัติตาม 3 ข้อข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ ทำทันที อย่าผัดวันประกันพรุ่ง และไม่ใช่การทำตามกำหนดการ เช่น กำหนดทำ 5 ส. ปีละครั้ง เป็นต้น แต่ต้องทำทุกวัน ทำตลอดเวลา มีมาตรฐานการทำงานที่แนนอน เป็นลายลักษณ์อักษร
5. สร้างนิสัย
สร้างนิสัยคือการตรวจสอบการปฏิบัติตามหลักการ 4 ส.แรกอย่างสม่ำเสมอ หากมีพนักงานใหม่ ก็ต้องจัดอบรมให้ทราบถึงขั้นตอนต่าง ๆ และคอยตรวจสอบ พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
หากเราทำตามนี้ได้ ก็จะช่วยให้เราสามารถประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดความสูญเสียได้อย่างมากทีเดียว ทั้ง ๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มแต่อย่างใด
การแข่งขัน
วันก่อนเข้าไปอ่านเว็บบอร์ดเกี่ยวกับร้านอินเตอร์เน็ต ที่เข้ามาบ่นว่าพอเราเปิดร้านฯ และท่าทางไปได้ดี ก็มีคู่แข่งมาเปิดร้านใหม่ตรงข้าม พร้อมทั้งสเปคเครื่องคอมฯที่ดีกว่า ทำให้ลูกค้าเดิมหายไปเล่นร้านใหม่
ข้อดีของการมีร้านคู่แข่งมาเปิดใกล้ ๆ กับร้านเรา ก็คือ พื้นที่ร้านเราเป็นแหล่งของร้านอินเตอร์เน็ตนั่นเอง ลองนึกตัวอย่างดูอย่างห้างพันธุ์ทิพย์ ที่เป็นแหล่งรวมร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มากมาย เปิดร้านติดกัน ตรงข้ามกัน เยื้องกัน ลูกค้าที่ต้องการซื้อคอมฯ ก็รู้จักห้างพันธุ์ทิพย์ว่าเป็นแหล่งของอุปกรณ์คอมฯ ถ้าหากว่ามีร้านนึงไปเปิดอยู่ที่เซ็นทรัลเวิล์ด ก็จะมีลูกค้าเฉพาะคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น
นั่นคือ ถ้ามีร้านอินเตอร์เน็ตมาเปิดรวมกันเยอะ ๆ ลูกค้าก็จะหลั่งไหลมายังจุดนั้น ๆ เพราะถ้าร้านไหนเต็ม ก็สามารถเดินไปเล่นอีกร้านที่ใกล้ ๆ กันได้ แต่หากบริเวณนั้นมีแค่ร้านเดียว ลูกค้าไป และปรากฏว่าที่นั่งเต็ม ลูกค้าก็จะเสียเวลาในการเดินทางไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าลูกค้ารายนั้นตั้งใจมาเล่นเน็ตทุกครั้งและพบว่าที่นั่งเต็มทุกครั้ง เค้าย่อมเปลี่ยนไปใช้บริการร้านเน็ตแหล่งอื่นที่เป็นแหล่งรวมร้านเน็ตจะดีกว่า เพราะร้านไหนเต็มก็สามารถไปเล่นร้านอื่น ๆ ได้
การที่จะดูว่า เมื่อไหร่จะมีร้านใหม่มาเปิดแข่งขันเพิ่มหรือไม่นั้น ก็สังเกตง่าย ๆ โดยสมมุติว่ามีร้านเราร้านเดียว มีเครื่องคอมฯอยู่ 10 เครื่อง ปรากฏว่าเครื่องเต็มตลอด และเราคิดว่าควรขยายร้านเพิ่มเติมเมื่อไหร่ นั่นก็แสดงว่าจะมีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน เพราะเรามองเห็นโอกาส คนอื่นก็มองเห็นโอกาสนั้นเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจร้านอินเตอร์เน็ต เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก ทุกคนที่มีเงินก็สามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้
แล้วเราควรทำอย่างไรดี เราต้องมองไปล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ลองคิดว่าเดือนนี้อีก 1 ปีข้างหน้าร้านเราจะดำเนินธุรกิจอย่างไร ลูกค้าจะเข้ามาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน เป็นลูกค้ากลุ่มไหน เช่น หากคุณมองว่าธุรกิจนี้ยังสามารถขยายตัวได้อีก ก็ต้องรีบขยายร้านให้เพียงพอกับความต้องการ เปิดสาขาเพิ่มก่อนที่คู่แข่งจะตัดสินใจเข้ามา
แต่หากเรามีเงินทุนไม่เพียงพอ ผมไม่แนะนำให้กู้แบงค์นะครับ ขอให้ลงทุนแต่พอดี ไว้มีเงินเก็บเพียงพอแล้วค่อยขยายนะครับ ขอให้จำคำว่า "อยู่อย่างพอเพียง" แล้วเราจะอยู่อย่างมีความสุขครับ
ก็ปล่อยให้คู่แข่งเข้ามาเปิด เพราะอย่างน้อยก็ช่วยส่งเสริมให้ร้านเราอยู่ในทำเลที่ดี (place) ต่อจากนั้นเราก็ต้องพัฒนาตัวเราเองให้ทัดเทียมกับคู่แข่งขัน โดยนำ 4 p มาวิเคราะห์ต่อ
product - สินค้าและบริการ
สินค้าและบริการของร้านอินเตอร์เน็ต+เกมส์คืออะไร สินค้าหลักก็คือ อินเตอร์เน็ตและเกมส์ ลูกค้าที่เข้ามาในร้านตั้งใจที่จะเข้ามาใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือเกมส์ ลองนึกภาพว่า คุณเข้าไปใช้งานร้านอินเตอร์เน็ต+เกมส์แห่งหนึ่ง ปรากฏว่า
เพราะฉะนั้น คุณต้องจัดการกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานเหล่านี้ให้ดีซะก่อน จากนั้นก็มาเสริมบริการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น* อะไรที่ร้านคู่แข่งมีและเราไม่มีบ้าง ถ้าเราสามารถหามาเพิ่มได้ก็ทำ แต่ถ้าไม่สามารถก็ไม่จำเป็น อย่างที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ ที่ว่ากลยุทธ์เราคืออะไร เราต้องหาจุดต่างจากคู่แข่งให้ได้ อย่าไปทำตามคู่แข่ง เพราะยังไงเสีย ร้านคู่แข่งก็ได้เปรียบในเรื่องของอุปกรณ์คอมฯต่าง ๆ ใหม่กว่าเราอยู่แล้ว
price - ราคา
ถ้าราคาเท่ากันก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ถ้าหากร้านคู่แข่งราคาต่ำกว่า ขอให้อย่าพึ่งลดราคาตาม เพราะลดแล้วจะขึ้นกลับมาอีกครั้ง จะเป็นไปได้ยาก ยกเว้นคุณไม่มีจุดต่างจากร้านคู่แข่งเลย ก็ต้องปรับราคาลงมาให้เท่ากับคู่แข่ง
เพราะฉะนั้น คุณต้องพยายามสร้างจุดต่างจากคู่แข่ง เพราะอย่างน้อยลูกค้าก็จะมองเห็นว่าที่ต้องจ่ายราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง ก็เพราะร้านคุณมีจุดต่างที่เห็นได้ชัดจากคู่แข่ง
place - ทำเล
ร้านเราเป็นจุดดึงลูกค้าหรือไม่? ถ้ายังก็ต้องเสริมและสร้างให้เกิดขึ้น*
promotion - การสื่อสารการตลาด
กิจกรรมต่าง ๆ ภายในร้าน โดยเฉพาะร้านเกมส์สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลากหลาย*
* หมายเหตุ : บางเรื่องผมจะไม่พูดถึง เพราะบางอย่างก็เป็นกลยุทธ์ของร้านผมเช่นกัน เพราะฉะนั้นขอให้เพื่อน ๆ คิดวิเคราะห์ด้วยตนเองนะครับ
ลองหาข้อมูลและวิเคราะห์ดูครับ ผมเชื่อว่าตลาดร้านอินเตอร์เน็ตและเกมส์ยังเติบโตได้อีกเยอะ ทุกคนสามารถอยู่รอดได้
ข้อดีของการมีร้านคู่แข่งมาเปิดใกล้ ๆ กับร้านเรา ก็คือ พื้นที่ร้านเราเป็นแหล่งของร้านอินเตอร์เน็ตนั่นเอง ลองนึกตัวอย่างดูอย่างห้างพันธุ์ทิพย์ ที่เป็นแหล่งรวมร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มากมาย เปิดร้านติดกัน ตรงข้ามกัน เยื้องกัน ลูกค้าที่ต้องการซื้อคอมฯ ก็รู้จักห้างพันธุ์ทิพย์ว่าเป็นแหล่งของอุปกรณ์คอมฯ ถ้าหากว่ามีร้านนึงไปเปิดอยู่ที่เซ็นทรัลเวิล์ด ก็จะมีลูกค้าเฉพาะคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น
นั่นคือ ถ้ามีร้านอินเตอร์เน็ตมาเปิดรวมกันเยอะ ๆ ลูกค้าก็จะหลั่งไหลมายังจุดนั้น ๆ เพราะถ้าร้านไหนเต็ม ก็สามารถเดินไปเล่นอีกร้านที่ใกล้ ๆ กันได้ แต่หากบริเวณนั้นมีแค่ร้านเดียว ลูกค้าไป และปรากฏว่าที่นั่งเต็ม ลูกค้าก็จะเสียเวลาในการเดินทางไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าลูกค้ารายนั้นตั้งใจมาเล่นเน็ตทุกครั้งและพบว่าที่นั่งเต็มทุกครั้ง เค้าย่อมเปลี่ยนไปใช้บริการร้านเน็ตแหล่งอื่นที่เป็นแหล่งรวมร้านเน็ตจะดีกว่า เพราะร้านไหนเต็มก็สามารถไปเล่นร้านอื่น ๆ ได้
การที่จะดูว่า เมื่อไหร่จะมีร้านใหม่มาเปิดแข่งขันเพิ่มหรือไม่นั้น ก็สังเกตง่าย ๆ โดยสมมุติว่ามีร้านเราร้านเดียว มีเครื่องคอมฯอยู่ 10 เครื่อง ปรากฏว่าเครื่องเต็มตลอด และเราคิดว่าควรขยายร้านเพิ่มเติมเมื่อไหร่ นั่นก็แสดงว่าจะมีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน เพราะเรามองเห็นโอกาส คนอื่นก็มองเห็นโอกาสนั้นเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจร้านอินเตอร์เน็ต เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนัก ทุกคนที่มีเงินก็สามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้
แล้วเราควรทำอย่างไรดี เราต้องมองไปล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ลองคิดว่าเดือนนี้อีก 1 ปีข้างหน้าร้านเราจะดำเนินธุรกิจอย่างไร ลูกค้าจะเข้ามาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน เป็นลูกค้ากลุ่มไหน เช่น หากคุณมองว่าธุรกิจนี้ยังสามารถขยายตัวได้อีก ก็ต้องรีบขยายร้านให้เพียงพอกับความต้องการ เปิดสาขาเพิ่มก่อนที่คู่แข่งจะตัดสินใจเข้ามา
แต่หากเรามีเงินทุนไม่เพียงพอ ผมไม่แนะนำให้กู้แบงค์นะครับ ขอให้ลงทุนแต่พอดี ไว้มีเงินเก็บเพียงพอแล้วค่อยขยายนะครับ ขอให้จำคำว่า "อยู่อย่างพอเพียง" แล้วเราจะอยู่อย่างมีความสุขครับ
ก็ปล่อยให้คู่แข่งเข้ามาเปิด เพราะอย่างน้อยก็ช่วยส่งเสริมให้ร้านเราอยู่ในทำเลที่ดี (place) ต่อจากนั้นเราก็ต้องพัฒนาตัวเราเองให้ทัดเทียมกับคู่แข่งขัน โดยนำ 4 p มาวิเคราะห์ต่อ
product - สินค้าและบริการ
สินค้าและบริการของร้านอินเตอร์เน็ต+เกมส์คืออะไร สินค้าหลักก็คือ อินเตอร์เน็ตและเกมส์ ลูกค้าที่เข้ามาในร้านตั้งใจที่จะเข้ามาใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือเกมส์ ลองนึกภาพว่า คุณเข้าไปใช้งานร้านอินเตอร์เน็ต+เกมส์แห่งหนึ่ง ปรากฏว่า
- อินเตอร์เน็ตช้ามาก หรือเกมส์มีแต่เกมส์เก่า ๆ ไม่ทันสมัย คุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน?
- เมาส์ คีย์บอร์ด กดไม่ค่อยติด แข็งเกินไป หูฟังดังข้างเดียว คุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน?
- แอร์ไม่เย็น โต๊ะ-เก้าอี้สกปรก ขาด โยกเยก คุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน?
- ถามอะไรพนักงานก็ตอบไม่ได้ พนักงานพูดจาฟังไม่เข้าหู แต่งตัวสกปรก คุณจะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหน?
เพราะฉะนั้น คุณต้องจัดการกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานเหล่านี้ให้ดีซะก่อน จากนั้นก็มาเสริมบริการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น* อะไรที่ร้านคู่แข่งมีและเราไม่มีบ้าง ถ้าเราสามารถหามาเพิ่มได้ก็ทำ แต่ถ้าไม่สามารถก็ไม่จำเป็น อย่างที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ ที่ว่ากลยุทธ์เราคืออะไร เราต้องหาจุดต่างจากคู่แข่งให้ได้ อย่าไปทำตามคู่แข่ง เพราะยังไงเสีย ร้านคู่แข่งก็ได้เปรียบในเรื่องของอุปกรณ์คอมฯต่าง ๆ ใหม่กว่าเราอยู่แล้ว
price - ราคา
ถ้าราคาเท่ากันก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ถ้าหากร้านคู่แข่งราคาต่ำกว่า ขอให้อย่าพึ่งลดราคาตาม เพราะลดแล้วจะขึ้นกลับมาอีกครั้ง จะเป็นไปได้ยาก ยกเว้นคุณไม่มีจุดต่างจากร้านคู่แข่งเลย ก็ต้องปรับราคาลงมาให้เท่ากับคู่แข่ง
เพราะฉะนั้น คุณต้องพยายามสร้างจุดต่างจากคู่แข่ง เพราะอย่างน้อยลูกค้าก็จะมองเห็นว่าที่ต้องจ่ายราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง ก็เพราะร้านคุณมีจุดต่างที่เห็นได้ชัดจากคู่แข่ง
place - ทำเล
ร้านเราเป็นจุดดึงลูกค้าหรือไม่? ถ้ายังก็ต้องเสริมและสร้างให้เกิดขึ้น*
promotion - การสื่อสารการตลาด
กิจกรรมต่าง ๆ ภายในร้าน โดยเฉพาะร้านเกมส์สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลากหลาย*
* หมายเหตุ : บางเรื่องผมจะไม่พูดถึง เพราะบางอย่างก็เป็นกลยุทธ์ของร้านผมเช่นกัน เพราะฉะนั้นขอให้เพื่อน ๆ คิดวิเคราะห์ด้วยตนเองนะครับ
ลองหาข้อมูลและวิเคราะห์ดูครับ ผมเชื่อว่าตลาดร้านอินเตอร์เน็ตและเกมส์ยังเติบโตได้อีกเยอะ ทุกคนสามารถอยู่รอดได้
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2551
โลกร้อน
ช่วงนี้ทุกวันต้องได้ยินได้อ่านเรื่องปัญหาโลกร้อน ก็มีการรณรงค์กันลดการใช้พลังงานเพื่อลดโลกร้อน แต่ยังไม่ค่อยมีการรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับสารคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้โลกร้อนเลย
ปัจจุบันเรามีการนำสารให้พลังงานมาใช้มากขึ้น ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อมีการใช้จะปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้โลกร้อนออกมา ซึ่งหากเรามีต้นไม้เยอะ ๆ ที่คอยช่วยดูดซับสารเหล่านั้นละก็ ก็คงไม่มีปัญหาโลกร้อนหรอกครับ แต่เพราะทุกวันนี้ ต้นไม้ถูกตัดทำลายลดลงไปอย่างมากที่สุด เนื่องจากการขยายตัวของการทำการเกษตร หรือการขยายพื้นที่อยู่อาศัย
ผมว่าน่าจะมีการรณรงค์ปลูกต้นไม้กันดีกว่า รณรงค์ลดการใช้พลังงานนะ ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาส ก็ช่วย ๆ กันปลูกต้นไม้นะครับ โดยเฉพาะไม้ยืนต้น อาจจะเป็นพวกผลไม้ก็ได้ เช่น ขนุน ที่ช่วยหนุนตัวเราให้ดีขึ้น
มาว่ากันเรื่องโอกาสทางธุรกิจดีกว่า ว่าโลกร้อนแบบนี้ ธุรกิจอะไรที่น่าจะดีบ้าง แน่นอนก็ต้องเป็นธุรกิจทำความเย็น ไม่ว่าจะเป็นแอร์คอนดิชั่นทั้งในบ้าน และในรถยนต์ พัดลมบ้านและมือถือ พัดมือธรรมดา นอกจากนั้นก็จะเป็นสถานที่ที่ให้ความเย็น เช่นที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า และร้านอินเตอร์เน็ต :)
สมัยก่อนผมทำงานบริษัท ช่วงหน้าร้อนนี่ ตื่นเช้ามากครับ เพราะร้อน ก็รีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน นั่งตากแอร์ในที่ทำงาน ช่วงเย็นก็อยู่ค่ำหน่อย เพราะกลางคืนก็ร้อน
ส่วนวันหยุดก็ไปเดินตามห้างสรรพสินค้าครับ ก็มีทั้งซื้อและไม่ซื้อ เพราะฉะนั้นผมว่าหน้าร้อนนี่ ห้างสรรพสินค้าน่าจะขายสินค้าได้มากขึ้นนะครับ
ส่วนร้านอินเตอร์เน็ต ก็จะมีคนที่เข้ามาใช้บริการเร็วขึ้น และบ่อยขึ้นครับ ร้อนเมื่อไหร่ก็แว่บมาเล่น ก็ช่วยได้ส่วนหนึ่งครับ
ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ แอร์ก็ทำงานมากขึ้นครับ ค่าไฟก็สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะค่าไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ทำให้เดือนที่ผ่านมา ค่าไฟร้านผมสูงมากเป็นประวัติการ ก็ต้องหามาตรการลดค่าไฟมาใช้ครับ
ก็หวังว่าจะช่วยลดค่าไฟได้บ้าง ถึงจะเล็กน้อยก็ตาม จะได้เอาค่าไฟที่ลดนี้ไปเพิ่มค่าจ้างพนักงานได้ เพราะอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าค่่าข้าวเพิ่มขึ้นวันละ 15 บาท เท่ากับเดือนละ 450 บาท เงินเดือนพนักงานที่ไม่มากนัก ก็ถือเป็นเปอร์เซนต์ที่สูงอยู่ครับ
ซึ่งถ้าหากค่าไฟยังสูงต่อเนื่องต่อไปแบบนี้ ผมอาจจะต้องทำร้านและวางระบบแอร์ใหม่ก็ได้ เพราะเพดานตอนนี้สูงประมาณ 3 เมตร และแอร์เป็นรุ่นเก่ามานานแล้ว อาจต้องทำฝ้าเพดานเพื่อลดให้สูงเพียง 2.5 เมตร และซื้อแอร์เบอร์ 5 รุ่นใหม่มาใช้แทน ก็อาจต้องคำนวนค่าใช้จ่ายระหว่างทำใหม่กับใช้ของเดิมอีกครั้งนึง
ปัจจุบันเรามีการนำสารให้พลังงานมาใช้มากขึ้น ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อมีการใช้จะปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้โลกร้อนออกมา ซึ่งหากเรามีต้นไม้เยอะ ๆ ที่คอยช่วยดูดซับสารเหล่านั้นละก็ ก็คงไม่มีปัญหาโลกร้อนหรอกครับ แต่เพราะทุกวันนี้ ต้นไม้ถูกตัดทำลายลดลงไปอย่างมากที่สุด เนื่องจากการขยายตัวของการทำการเกษตร หรือการขยายพื้นที่อยู่อาศัย
ผมว่าน่าจะมีการรณรงค์ปลูกต้นไม้กันดีกว่า รณรงค์ลดการใช้พลังงานนะ ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาส ก็ช่วย ๆ กันปลูกต้นไม้นะครับ โดยเฉพาะไม้ยืนต้น อาจจะเป็นพวกผลไม้ก็ได้ เช่น ขนุน ที่ช่วยหนุนตัวเราให้ดีขึ้น
มาว่ากันเรื่องโอกาสทางธุรกิจดีกว่า ว่าโลกร้อนแบบนี้ ธุรกิจอะไรที่น่าจะดีบ้าง แน่นอนก็ต้องเป็นธุรกิจทำความเย็น ไม่ว่าจะเป็นแอร์คอนดิชั่นทั้งในบ้าน และในรถยนต์ พัดลมบ้านและมือถือ พัดมือธรรมดา นอกจากนั้นก็จะเป็นสถานที่ที่ให้ความเย็น เช่นที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า และร้านอินเตอร์เน็ต :)
สมัยก่อนผมทำงานบริษัท ช่วงหน้าร้อนนี่ ตื่นเช้ามากครับ เพราะร้อน ก็รีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน นั่งตากแอร์ในที่ทำงาน ช่วงเย็นก็อยู่ค่ำหน่อย เพราะกลางคืนก็ร้อน
ส่วนวันหยุดก็ไปเดินตามห้างสรรพสินค้าครับ ก็มีทั้งซื้อและไม่ซื้อ เพราะฉะนั้นผมว่าหน้าร้อนนี่ ห้างสรรพสินค้าน่าจะขายสินค้าได้มากขึ้นนะครับ
ส่วนร้านอินเตอร์เน็ต ก็จะมีคนที่เข้ามาใช้บริการเร็วขึ้น และบ่อยขึ้นครับ ร้อนเมื่อไหร่ก็แว่บมาเล่น ก็ช่วยได้ส่วนหนึ่งครับ
ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ แอร์ก็ทำงานมากขึ้นครับ ค่าไฟก็สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะค่าไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ทำให้เดือนที่ผ่านมา ค่าไฟร้านผมสูงมากเป็นประวัติการ ก็ต้องหามาตรการลดค่าไฟมาใช้ครับ
- ล้างแผ่นกรองฝุ่นของแอร์บ่อยขึ้นครับ จากเดือนละครั้ง ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเดือนละสองครั้ง หรือต่อไปอาจต้องเปลี่ยนเป็นสัปดาห์ละครั้ง เอาไว้คอยดูฝุ่นที่เกิดขึ้นก่อน
- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถถอดปลั๊กได้ ต้องถอดให้หมด ไฟเส้นไหนที่ไม่ได้ใช้ต้องสับสวิตซ์ปิดไฟให้หมด ช่วงนี้ผมก็มานั่งศึกษาเส้นทางเดินสายไฟแต่ละเส้นอยู่ครับ
- ปิดเครื่องคอมฯเร็วขึ้น เมื่อก่อนผมก็จะปล่อยเครื่องคอมฯ เปิดค้างไว้ แต่ตั้งให้ปิดหน้าจอไว้เมื่อไม่ได้ใช้งานครบ 10 นาที และจะปิดเครื่องเมื่อใกล้กำหนดปิดร้าน ตอนนี้ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็น ช่วงไหนที่เครื่องว่างเยอะ ๆ ก็สั่งปิดเครื่องว่างทั้งหมดเลยครับ ลูกค้ามาเมื่อไหร่ก็ให้ลูกค้าเปิดใหม่
ก็หวังว่าจะช่วยลดค่าไฟได้บ้าง ถึงจะเล็กน้อยก็ตาม จะได้เอาค่าไฟที่ลดนี้ไปเพิ่มค่าจ้างพนักงานได้ เพราะอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าค่่าข้าวเพิ่มขึ้นวันละ 15 บาท เท่ากับเดือนละ 450 บาท เงินเดือนพนักงานที่ไม่มากนัก ก็ถือเป็นเปอร์เซนต์ที่สูงอยู่ครับ
ซึ่งถ้าหากค่าไฟยังสูงต่อเนื่องต่อไปแบบนี้ ผมอาจจะต้องทำร้านและวางระบบแอร์ใหม่ก็ได้ เพราะเพดานตอนนี้สูงประมาณ 3 เมตร และแอร์เป็นรุ่นเก่ามานานแล้ว อาจต้องทำฝ้าเพดานเพื่อลดให้สูงเพียง 2.5 เมตร และซื้อแอร์เบอร์ 5 รุ่นใหม่มาใช้แทน ก็อาจต้องคำนวนค่าใช้จ่ายระหว่างทำใหม่กับใช้ของเดิมอีกครั้งนึง
วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2551
อยู่ตรงไหน
วันนี้ก็นั่งอ่านกระทู้ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอกระทู้หนึ่ง เป็นกระทู้เกี่ยวกับร้านเกมส์เรื่องตัดราคากัน จริง ๆ แล้วเรื่องการตั้งราคาก็เป็นส่วนผสมหนึ่งในส่วนผสมการตลาด ที่ประกอบไปด้วย product, price, place และ promotion
การทำธุรกิจร้านเน็ตหรือร้านเกมส์ในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูง ประกอบกับเป็นธุรกิจที่คนไม่มีความรู้ก็สามารถเข้ามาทำได้ เพียงแค่มีเงินลงทุน ทำให้หลาย ๆ ร้านเปิดใหม่ที่มีเจ้าของร้านที่ไม่มีความรู้ด้านการตลาด จะเน้นหนักไปที่การทำกลยุทธ์ด้านราคาเป็นสำคัญ
ร้านประเภทนี้ เจ้าของมักจะไม่มีความรู้ทางบัญชีและการเงิน เพราะหากเราคิดดูดี ๆ แล้ว เรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนมากมายดังนี้ คือ
ค่าใช้จ่ายรายการนี้ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง ทำเลที่ตั้งดีก็จะมีค่าเช่าสูง ทำเลที่ตั้งไม่ดีก็จะมีเค่าเช่าต่ำ บางท่านอาจจะให้บ้านพักของตนเองเป็นที่เปิดกิจการ แต่ท่านก็ต้องนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้เข้ามาคำนวนไว้ด้วย โดยคิดว่าหากท่านให้ผู้อื่นมาเช่า ท่านสมควรจะได้รายได้เท่าใดบวกเข้าไปในค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน แต่ละวัน
ค่าอุปกรณ์คอมฯ, โปรแกรม, เฟอร์นิเจอร์ และค่าตกแต่งร้าน
ค่าใช้จ่ายรายการนี้จะเป็นค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์และโปรแกรมต่าง ๆ ทั้งหมด ในส่วนตัวผมเองคิดที่ 3 ปี (สูงสุด 5 ปี) ก็นำค่าใช้จ่ายทั้งหมดบวกดอกเบี้ยเงินฝาก แล้วก็เอามาหารจำนวนปี เดือน วัน ก็จะได้เป็นค่าเสื่อมต่อวัน เมื่อครบตามจำนวนปีที่กำหนด หากเราสามารถขายอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ ก็ได้เป็นกำไรไปครับ
ค่าจ้าง
เป็นค่าใช้จ้างพนักงานและตัวเอง ก็ต้องกำหนดให้แน่ชัดลงไปว่าพนักงานเท่าไหร่ ตัวเองเท่าไหร่ แล้วก็นำมาหารจำนวนวัน ก็จะได้เป็นค่าใช้จ่ายต่อวัน โดยเฉพาะค่าจ้างของตนเอง ควรตั้งโดยดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เช่น หากไปทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือน จะได้เท่าไหร่ ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของกิจการขนาดนี้ควรเป็นเท่าไหร่ อย่างผม ผมให้เงินเดือนตัวเองที่ 20,000 บาท ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนที่ผมทำงานเป็นพนักงานได้เฉลี่ยที่ 50,000 กว่าบาท เพราะผมมองว่าธุรกิจขนาดนี้ น่าจะเริ่มต้นเท่านี้ก่อน แต่ก็ยังมีโอกาสขยายกิจการเพิ่มเติม ซึ่งแน่นอนรายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
ค่าสิ้นเปลืองอื่น ๆ
ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าน้ำยาทำความสะอาด ค่ากระดาษ ค่าหมึก ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เอาค่าใช้จ่ายจริง 3 เดือนย้อนหลังมาเฉลี่ย จะได้ทราบค่าใช้จ่ายขั้นต่ำโดยประมาณ แล้วมาหารจำนวนวัน ก็จะได้เป็นค่าใช้จ่ายต่อวัน
อย่างของผมเองค่าใช้จ่ายต่อวัน ประมาณ 2,400 บาท หากเดือนใดได้รายได้เฉลี่ยต่อวันต่ำกว่านี้ เดือนนั้นก็จะขาดทุน เดือนใดได้รายได้เฉลี่ยต่อวันสูงกว่านี้ ก็จะได้กำไร ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าเดือนเมษานี้มีโอกาสเท่าทุนหรือขาดทุน แต่เดือนก่อนหน้านี้ก็พอมีกำไรบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว เราก็จะรู้สถานะทางการเงินของตนเอง หากขาดทุนทุกเดือนก็ต้องกลับมาพิจารณาแล้วว่า ควรเลิกแล้วไปหากิจการอย่างอื่นทำ หรือกลับไปเป็นพนักงานเหมือนเดิม หรือหาทางพัฒนาธุรกิจ สร้างยอดขายให้ครอบคลุมรายจ่ายให้ได้
ร้านที่สามารถใช้กลยุทธ์ราคาต่ำ คือ 10 บาท เค้าอาจคำนวนว่ารายได้ขนาดนี้เมื่อคำนวนแล้วครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อวันของเค้าได้ ก็ต้องปล่อยให้เค้าดำเนินกิจการต่อไป แต่ถ้าหากเค้าตั้งโดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า เค้าจะเปิดกิจการไม่ได้นานหรอก
แล้วร้านที่มีค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนก็ต้องตั้งราคาที่สูงกว่า แต่ในราคาที่สูงกว่านั้น อะไรล่ะที่สูงกว่า เช่น ค่าเช่าสูงกว่า ก็ต้องบริหารพื้นที่ในร้านให้เกิดรายได้มากที่สุด ค่าจ้างสูงกว่า ก็ต้องพัฒนาพนักงานให้เกิดทักษะในการทำงานที่สูงตามไปด้วย ก็ในเมื่อค่าบริการของเราสูงกว่าแล้ว ก็ต้องสร้างคุณค่าในสายตาผู้บริโภคให้สูงตามมูลค่าที่เค้าจะต้องจ่ายออกไป
แล้วถ้าทุกร้านราคาเท่ากันหมดล่ะ ทำอย่างไร ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าการตลาดมี 4 p เราก็ต้องกลับมาดูว่า p ตัวไหนของเราที่ด้อยกว่าคู่แข่ง product-เครื่องคอมฯและบริการต่าง ๆ หรือ? place-ทำเลหรือ? promotion-การตกแต่งร้านหรือ?
ก็ต้องออกสำรวจร้านคู่แข่งและประเมิณจุดแข็ง-จุดอ่อนของทั้งของเราและคู่แข่ง แล้ววางแผนปรับปรุงจุดอ่อนให้เท่าเทียมหรือดีกว่าคู่แข่ง พร้อมทั้งเสริมจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้นไป หากทำได้
โดยการปรับปรุงจุดอ่อนนี้ต้องกำหนดเป็นกลยุทธ์ และนำมาใช้สร้างความแตกต่างให้ลูกค้าจำได้อย่างชัดเจน ว่าร้านของเรามีจุดเด่นอะไรที่ต่างจากร้านคู่แข่ง แล้วเราจะได้ไม่ต้องไปแข่งขันกันที่ราคาอย่างเดียว
ผมฝากให้ลองศึกษาธุรกิจร้านกาแฟเป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสตาร์บั๊ค โอบองแปง ร้านกาแฟโบราณ ลองนั่งคิดวิเคราะห์ดูว่าทำไมเค้ายังอยู่กันได้
การทำธุรกิจร้านเน็ตหรือร้านเกมส์ในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูง ประกอบกับเป็นธุรกิจที่คนไม่มีความรู้ก็สามารถเข้ามาทำได้ เพียงแค่มีเงินลงทุน ทำให้หลาย ๆ ร้านเปิดใหม่ที่มีเจ้าของร้านที่ไม่มีความรู้ด้านการตลาด จะเน้นหนักไปที่การทำกลยุทธ์ด้านราคาเป็นสำคัญ
ร้านประเภทนี้ เจ้าของมักจะไม่มีความรู้ทางบัญชีและการเงิน เพราะหากเราคิดดูดี ๆ แล้ว เรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนมากมายดังนี้ คือ
- ค่าเช่าร้าน
- ค่าอุปกรณ์คอมฯ, โปรแกรม, เฟอร์นิเจอร์ และค่าตกแต่งร้าน
- ค่าจ้าง
- ค่าสิ้นเปลืองอื่น ๆ
ค่าใช้จ่ายรายการนี้ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง ทำเลที่ตั้งดีก็จะมีค่าเช่าสูง ทำเลที่ตั้งไม่ดีก็จะมีเค่าเช่าต่ำ บางท่านอาจจะให้บ้านพักของตนเองเป็นที่เปิดกิจการ แต่ท่านก็ต้องนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้เข้ามาคำนวนไว้ด้วย โดยคิดว่าหากท่านให้ผู้อื่นมาเช่า ท่านสมควรจะได้รายได้เท่าใดบวกเข้าไปในค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน แต่ละวัน
ค่าอุปกรณ์คอมฯ, โปรแกรม, เฟอร์นิเจอร์ และค่าตกแต่งร้าน
ค่าใช้จ่ายรายการนี้จะเป็นค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์และโปรแกรมต่าง ๆ ทั้งหมด ในส่วนตัวผมเองคิดที่ 3 ปี (สูงสุด 5 ปี) ก็นำค่าใช้จ่ายทั้งหมดบวกดอกเบี้ยเงินฝาก แล้วก็เอามาหารจำนวนปี เดือน วัน ก็จะได้เป็นค่าเสื่อมต่อวัน เมื่อครบตามจำนวนปีที่กำหนด หากเราสามารถขายอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ ก็ได้เป็นกำไรไปครับ
ค่าจ้าง
เป็นค่าใช้จ้างพนักงานและตัวเอง ก็ต้องกำหนดให้แน่ชัดลงไปว่าพนักงานเท่าไหร่ ตัวเองเท่าไหร่ แล้วก็นำมาหารจำนวนวัน ก็จะได้เป็นค่าใช้จ่ายต่อวัน โดยเฉพาะค่าจ้างของตนเอง ควรตั้งโดยดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เช่น หากไปทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือน จะได้เท่าไหร่ ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของกิจการขนาดนี้ควรเป็นเท่าไหร่ อย่างผม ผมให้เงินเดือนตัวเองที่ 20,000 บาท ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนที่ผมทำงานเป็นพนักงานได้เฉลี่ยที่ 50,000 กว่าบาท เพราะผมมองว่าธุรกิจขนาดนี้ น่าจะเริ่มต้นเท่านี้ก่อน แต่ก็ยังมีโอกาสขยายกิจการเพิ่มเติม ซึ่งแน่นอนรายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
ค่าสิ้นเปลืองอื่น ๆ
ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าน้ำยาทำความสะอาด ค่ากระดาษ ค่าหมึก ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เอาค่าใช้จ่ายจริง 3 เดือนย้อนหลังมาเฉลี่ย จะได้ทราบค่าใช้จ่ายขั้นต่ำโดยประมาณ แล้วมาหารจำนวนวัน ก็จะได้เป็นค่าใช้จ่ายต่อวัน
อย่างของผมเองค่าใช้จ่ายต่อวัน ประมาณ 2,400 บาท หากเดือนใดได้รายได้เฉลี่ยต่อวันต่ำกว่านี้ เดือนนั้นก็จะขาดทุน เดือนใดได้รายได้เฉลี่ยต่อวันสูงกว่านี้ ก็จะได้กำไร ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าเดือนเมษานี้มีโอกาสเท่าทุนหรือขาดทุน แต่เดือนก่อนหน้านี้ก็พอมีกำไรบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว เราก็จะรู้สถานะทางการเงินของตนเอง หากขาดทุนทุกเดือนก็ต้องกลับมาพิจารณาแล้วว่า ควรเลิกแล้วไปหากิจการอย่างอื่นทำ หรือกลับไปเป็นพนักงานเหมือนเดิม หรือหาทางพัฒนาธุรกิจ สร้างยอดขายให้ครอบคลุมรายจ่ายให้ได้
ร้านที่สามารถใช้กลยุทธ์ราคาต่ำ คือ 10 บาท เค้าอาจคำนวนว่ารายได้ขนาดนี้เมื่อคำนวนแล้วครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อวันของเค้าได้ ก็ต้องปล่อยให้เค้าดำเนินกิจการต่อไป แต่ถ้าหากเค้าตั้งโดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า เค้าจะเปิดกิจการไม่ได้นานหรอก
แล้วร้านที่มีค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนก็ต้องตั้งราคาที่สูงกว่า แต่ในราคาที่สูงกว่านั้น อะไรล่ะที่สูงกว่า เช่น ค่าเช่าสูงกว่า ก็ต้องบริหารพื้นที่ในร้านให้เกิดรายได้มากที่สุด ค่าจ้างสูงกว่า ก็ต้องพัฒนาพนักงานให้เกิดทักษะในการทำงานที่สูงตามไปด้วย ก็ในเมื่อค่าบริการของเราสูงกว่าแล้ว ก็ต้องสร้างคุณค่าในสายตาผู้บริโภคให้สูงตามมูลค่าที่เค้าจะต้องจ่ายออกไป
แล้วถ้าทุกร้านราคาเท่ากันหมดล่ะ ทำอย่างไร ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าการตลาดมี 4 p เราก็ต้องกลับมาดูว่า p ตัวไหนของเราที่ด้อยกว่าคู่แข่ง product-เครื่องคอมฯและบริการต่าง ๆ หรือ? place-ทำเลหรือ? promotion-การตกแต่งร้านหรือ?
ก็ต้องออกสำรวจร้านคู่แข่งและประเมิณจุดแข็ง-จุดอ่อนของทั้งของเราและคู่แข่ง แล้ววางแผนปรับปรุงจุดอ่อนให้เท่าเทียมหรือดีกว่าคู่แข่ง พร้อมทั้งเสริมจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้นไป หากทำได้
โดยการปรับปรุงจุดอ่อนนี้ต้องกำหนดเป็นกลยุทธ์ และนำมาใช้สร้างความแตกต่างให้ลูกค้าจำได้อย่างชัดเจน ว่าร้านของเรามีจุดเด่นอะไรที่ต่างจากร้านคู่แข่ง แล้วเราจะได้ไม่ต้องไปแข่งขันกันที่ราคาอย่างเดียว
ผมฝากให้ลองศึกษาธุรกิจร้านกาแฟเป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสตาร์บั๊ค โอบองแปง ร้านกาแฟโบราณ ลองนั่งคิดวิเคราะห์ดูว่าทำไมเค้ายังอยู่กันได้
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551
ค้าขายบนอีเบย์
เมื่อวานนี้ ผมได้เครื่อง CD-RW มือสองมาตัวนึง ก็เลยเอาไปใส่เครื่องที่ร้าน ประมาณสี่ทุ่ม ปรากฏว่าตอนนั้นมีเครื่องว่างอยู่เครื่องเดียว ก็เลยจัดการเอาไปใส่เครื่องที่ว่าง หลังจากที่ใส่และประกอบเก็บเรียบร้อยแล้ว ก็สังเกตุได้ว่าตัวเคสบริเวณเพาเวอร์ซัพพลายอุ่น ๆ ซึ่งปกติแล้วจะไม่เป็นเช่นนี้ เพราะอยู่ในห้องแอร์
ผมก็เลยเปิดเครื่องใหม่ และอ้อมไปดูเพาเวอร์ซัพพลายด้านหลัง ปรากฏว่าพัดลมของเพาเวอร์ซัพพลายไม่หมุน คงเพราะฝุ่นสีเข้าไปอุดตัน เครื่องที่ร้านผมเคยเกิดกรณีนี้มาแล้วสองเครื่องที่พัดลมเพาเวอร์ซัพพลายไม่หมุน ตอนนั้นผมไปถาม ๆ ที่พันธ์ทิพย์ ปรากฏว่าเค้าไม่ซ่อมกัน ผมก็เลยจัดการซ่อมเอง
วิธีซ่อมก็ไม่ยากครับ เปลี่ยนพัดลมตัวใหม่ วันนี้ก็เลยไปซื้อพัดลมเคสมาเปลี่ยน ครั้งก่อนซื้อได้ตัวละ 20 บาท แต่คราวนี้ร้านที่เคยซื้อไม่มีแล้ว ต้องไปซื้อร้านอื่น 25 บาท โดยแกะเพาเวอร์ซัพพลายออกมาและเอาพัดลมตัวที่เสียออก จากนั้นก็เอาตัวใหม่เปลี่ยนเข้าไป โดยเอาขั้วต่อสายไฟยื่นออกมาข้างนอก เสียบกับขััวต่อของสายเพาเวอร์ข้างนอก
สองตัวก่อนหน้านั้นเมื่อประกอบกลับก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ครั้งนี้เมื่อประกอบกลับแล้วเปิดเครื่อง ปรากฏว่ามีเสียงใบพัดขัดกับอะไรซักอย่าง เสียงดังมาก จึงต้องรื้อออกมาตรวจสอบ ก็ปรากฏว่าใบพัดของพัดลมตัวใหม่ยื่นออกมามากเกินไป อาจเป็นเพราะพัดลมที่ผมซื้อมาคราวนี้เป็นแบบหนาก็ได้ ก็แก้โดยเอามีดเฉือนใบพัดส่วนที่ยื้นออกมาจนไปขัดกับบอร์ดของเพาเวอร์ซัพพลาย
ก็ต้องจำไว้ว่า คราวต่อไปต้องซื้อพัดลมเคสแบบบางเท่านั้น
หลังจากจัดการงานในร้านเรียบร้อย ก็มานั่งเปิดเว็บ และเห็นข่าวประกาศขายอุปกรณ์เน็ตเวอร์คสวิตชิ่งตัวนึง น่าสนใจมาก เพราะราคาปกติสามหมื่นกว่าบาท แต่กลับนำมาขายเพียงสามพันบาท ผมก็เลยโทรไปสอบถาม ปรากฏว่าเหลืออยู่หนึ่งตัว ก็เลยจัดการไปสอยมา
ก็กะว่าจะเก็บไว้เป็นตัวสำรองเผื่อกรณีสวิตชิ่งที่ร้านเสีย ซึ่งที่ร้านผมใช้แค่ 16 พอร์ตเท่านั้น แต่ตัวที่ซื้อมานี้มี 24 พอร์ต
ในช่วงนี้ที่ยังไม่ได้ใช้งาน ก็เลยกะว่าน่าจะลองหาโอกาสทำกำไรจากสินค้าตัวนี้ดู ก็เลยเข้าอีเบย์ไปโพสต์ขาย เผื่อขายได้ก็ได้กำไรกว่าเท่าตัวทีเดียวนะครับ ก็หวังว่าจะมีคนสนใจซื้อไปใช้นะ เพราะเดือนนี้รายได้ของร้านลดลงจากช่วงสามเดือนที่แล้วค่อนข้างเยอะ ประมาณ 10-15 เปอร์เซนต์ทีเดียว
ถ้าขายสวิตช์ตัวนี้ได้ก็จะได้รายได้กลับมาเท่า ๆ กับเดือนก่อน ช่วงนี้ก็ต้องหารายได้ทุกทางละครับ เพื่อน ๆ ก็เอาอย่างผมได้นะครับ ว่าง ๆ ก็หาสินค้าที่น่าสนใจในตลาดมือสองนำมาขายต่อเอากำไร แต่ต้องเก็งให้ดีนะครับ ว่าอะไรน่าจะขายได้หรือไม่ได้ ไม่งั้นทุนจมครับ
ผมก็เลยเปิดเครื่องใหม่ และอ้อมไปดูเพาเวอร์ซัพพลายด้านหลัง ปรากฏว่าพัดลมของเพาเวอร์ซัพพลายไม่หมุน คงเพราะฝุ่นสีเข้าไปอุดตัน เครื่องที่ร้านผมเคยเกิดกรณีนี้มาแล้วสองเครื่องที่พัดลมเพาเวอร์ซัพพลายไม่หมุน ตอนนั้นผมไปถาม ๆ ที่พันธ์ทิพย์ ปรากฏว่าเค้าไม่ซ่อมกัน ผมก็เลยจัดการซ่อมเอง
วิธีซ่อมก็ไม่ยากครับ เปลี่ยนพัดลมตัวใหม่ วันนี้ก็เลยไปซื้อพัดลมเคสมาเปลี่ยน ครั้งก่อนซื้อได้ตัวละ 20 บาท แต่คราวนี้ร้านที่เคยซื้อไม่มีแล้ว ต้องไปซื้อร้านอื่น 25 บาท โดยแกะเพาเวอร์ซัพพลายออกมาและเอาพัดลมตัวที่เสียออก จากนั้นก็เอาตัวใหม่เปลี่ยนเข้าไป โดยเอาขั้วต่อสายไฟยื่นออกมาข้างนอก เสียบกับขััวต่อของสายเพาเวอร์ข้างนอก
สองตัวก่อนหน้านั้นเมื่อประกอบกลับก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ครั้งนี้เมื่อประกอบกลับแล้วเปิดเครื่อง ปรากฏว่ามีเสียงใบพัดขัดกับอะไรซักอย่าง เสียงดังมาก จึงต้องรื้อออกมาตรวจสอบ ก็ปรากฏว่าใบพัดของพัดลมตัวใหม่ยื่นออกมามากเกินไป อาจเป็นเพราะพัดลมที่ผมซื้อมาคราวนี้เป็นแบบหนาก็ได้ ก็แก้โดยเอามีดเฉือนใบพัดส่วนที่ยื้นออกมาจนไปขัดกับบอร์ดของเพาเวอร์ซัพพลาย
ก็ต้องจำไว้ว่า คราวต่อไปต้องซื้อพัดลมเคสแบบบางเท่านั้น
หลังจากจัดการงานในร้านเรียบร้อย ก็มานั่งเปิดเว็บ และเห็นข่าวประกาศขายอุปกรณ์เน็ตเวอร์คสวิตชิ่งตัวนึง น่าสนใจมาก เพราะราคาปกติสามหมื่นกว่าบาท แต่กลับนำมาขายเพียงสามพันบาท ผมก็เลยโทรไปสอบถาม ปรากฏว่าเหลืออยู่หนึ่งตัว ก็เลยจัดการไปสอยมา
ก็กะว่าจะเก็บไว้เป็นตัวสำรองเผื่อกรณีสวิตชิ่งที่ร้านเสีย ซึ่งที่ร้านผมใช้แค่ 16 พอร์ตเท่านั้น แต่ตัวที่ซื้อมานี้มี 24 พอร์ต
ในช่วงนี้ที่ยังไม่ได้ใช้งาน ก็เลยกะว่าน่าจะลองหาโอกาสทำกำไรจากสินค้าตัวนี้ดู ก็เลยเข้าอีเบย์ไปโพสต์ขาย เผื่อขายได้ก็ได้กำไรกว่าเท่าตัวทีเดียวนะครับ ก็หวังว่าจะมีคนสนใจซื้อไปใช้นะ เพราะเดือนนี้รายได้ของร้านลดลงจากช่วงสามเดือนที่แล้วค่อนข้างเยอะ ประมาณ 10-15 เปอร์เซนต์ทีเดียว
ถ้าขายสวิตช์ตัวนี้ได้ก็จะได้รายได้กลับมาเท่า ๆ กับเดือนก่อน ช่วงนี้ก็ต้องหารายได้ทุกทางละครับ เพื่อน ๆ ก็เอาอย่างผมได้นะครับ ว่าง ๆ ก็หาสินค้าที่น่าสนใจในตลาดมือสองนำมาขายต่อเอากำไร แต่ต้องเก็งให้ดีนะครับ ว่าอะไรน่าจะขายได้หรือไม่ได้ ไม่งั้นทุนจมครับ
วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551
ข้าวยาก หมากแพง
ช่วงนี้เปิดทีวีดูรายการข่าว ก็จะมีรายงานเกี่ยวกับราคาข้าวและน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ปกติถ้าวันไหนผมไม่ได้ไปไหน ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผมจะหมดไปกับการกิน โดยเป็นการกินข้าวมื้อหลัก ๆ ซะ 70-80% ซึ่งตอนนี้ร้านค้าข้าวแถวบ้านก็ปรับราคาขึ้นจาก 25 เป็น 30 บาท เพิ่มขึ้นมา 20% ทีเดียว
ส่วนถ้าหากผมเดินทางออกไปข้างนอก หากอยู่ในระยะ 2 กิโล ผมก็จะเดินเอา ถ้าไกลกว่านั้น ก็จะนั่งรถประจำทาง ซึ่งตอนนี้ต้องวางแผนการเดินทางให้ต่อรถน้อยคันที่สุด เพราะไปกลับครั้งนึงไม่ต่ำกว่า 20 บาท บางครั้งสูงถึง 50 บาทก็มี
ซึ่งหากมาคำนวนดูแล้ว สมมุติผมทานข้าววันละ 3 มื้อ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมื้อละ 5 บาท รวม 15 บาท หนึ่งเดือนก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 450 บาททีเดียว โดยเงินเดือนผมตั้งให้ตัวเองอยู่ที่ 20,000 บาท เท่ากับว่าเงินเดือนผมมีอัตราเงินเฟ้อที่ 2.25%
ส่วนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ณ ขณะนี้ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าอาจพุ่งสูงถึง 150-180 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล เท่ากับว่าราคาปลีกน้ำมันในไทยจะเท่ากับ 45-50 บาท ย่อมส่งผลให้อัตราค่ารถประจำทางต่าง ๆ จะขึ้นไป คงไม่ต่ำกว่า 10-15 บาทต่อครั้ง
แล้วจะแก้วิกฤตินี้อย่างไรได้บ้าง ในเมื่อเงินเดือนด้อยค่าลงและค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
1. เพิ่มรายได้
2. ลดรายจ่าย
ในการเพิ่มรายได้นั้น ขณะนี้ผมมีรายได้หลักจากร้านอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ซึ่งโอกาสในการปรับค่าบริการสูงขึ้นในขณะนี้คงยังทำไม่ได้ ยกเว้นทุกร้านในละแวกเดียวกันปรับราคาขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นคงต้องเพิ่มสินค้าและบริการ หรือเพิ่มช่องทางจำหน่าย
ในส่วนของการเพิ่มสินค้าและบริการนั้น ณ ขณะนี้ผมก็พยายามหาบริการที่เกียวเนื่องกับบริการอินเตอร์เน็ตมาเสริมเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ทั้งลูกค้าประจำและขาจร
ส่วนการเพิ่มช่องทางจำหน่ายนั้น ตอนนี้ก็มอง ๆ หาพื้นที่ที่จะขยายสาขา หรือทำธุรกิจอื่นเพิ่ม เพราะข้อเสียของธุรกิจบริการอย่างหนึ่งก็คือ ไม่สามารถขยายตัวได้มาก ถ้าจะขยายก็ต้องลงทุนเพิ่มค่อนข้างสูง ดังนั้น ผมจึงมอง ๆ หาธุรกิจซื้อมา-ขายไป หรือธุรกิจผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งก็กำลังตัดสินใจอยู่
ในช่วงนี้ผมก็ไปลงเรียนอิเลคทรอนิคส์พื้นฐานที่โรงเรียนฝึกวิชาชีพระยะสั้น เพื่อที่จะได้นำความรู้กลับมาซ่อมคอมฯในร้านด้วยตนเอง พร้อมทั้งรับซ่อมคอมฯให้ลูกค้าด้วย ซึ่งผมมองว่าธุรกิจรับซ่อมคอมฯยังมีโอกาสอยู่พอสมควร แม้ว่าปัจจุบันราคาคอมฯจะลดลงมาระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
ในส่วนของการลดรายจ่าย ก็ต้องนำของเสียมาวิเคราะห์ถึงปัญหาว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร และจะมีวิธีป้องกันอย่างไร เริ่มตั้งแต่การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ทั้งของร้านและของตัวเอง ต้องหาแหล่งซื้อที่มีราคาต่ำกว่าปัจจุบัน ในขณะที่คุณภาพไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ หมึกพิมพ์ น้ำยาทำความสะอาด และอื่น ๆ ส่วนของข้าวนั้น ก็เปลี่ยนร้านไปทานร้านที่ขายราคาถูกกว่าหรือเปลี่ยนไปกินก๋วยเตี๋ยวแทน
ก็ขอฝากให้เพื่อน ๆ ระมัดระวังค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ดี ควบคุมให้อยู่ในระดับที่อยู่ได้นะครับ
ส่วนถ้าหากผมเดินทางออกไปข้างนอก หากอยู่ในระยะ 2 กิโล ผมก็จะเดินเอา ถ้าไกลกว่านั้น ก็จะนั่งรถประจำทาง ซึ่งตอนนี้ต้องวางแผนการเดินทางให้ต่อรถน้อยคันที่สุด เพราะไปกลับครั้งนึงไม่ต่ำกว่า 20 บาท บางครั้งสูงถึง 50 บาทก็มี
ซึ่งหากมาคำนวนดูแล้ว สมมุติผมทานข้าววันละ 3 มื้อ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมื้อละ 5 บาท รวม 15 บาท หนึ่งเดือนก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 450 บาททีเดียว โดยเงินเดือนผมตั้งให้ตัวเองอยู่ที่ 20,000 บาท เท่ากับว่าเงินเดือนผมมีอัตราเงินเฟ้อที่ 2.25%
ส่วนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ณ ขณะนี้ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าอาจพุ่งสูงถึง 150-180 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล เท่ากับว่าราคาปลีกน้ำมันในไทยจะเท่ากับ 45-50 บาท ย่อมส่งผลให้อัตราค่ารถประจำทางต่าง ๆ จะขึ้นไป คงไม่ต่ำกว่า 10-15 บาทต่อครั้ง
แล้วจะแก้วิกฤตินี้อย่างไรได้บ้าง ในเมื่อเงินเดือนด้อยค่าลงและค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น
1. เพิ่มรายได้
2. ลดรายจ่าย
ในการเพิ่มรายได้นั้น ขณะนี้ผมมีรายได้หลักจากร้านอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ซึ่งโอกาสในการปรับค่าบริการสูงขึ้นในขณะนี้คงยังทำไม่ได้ ยกเว้นทุกร้านในละแวกเดียวกันปรับราคาขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นคงต้องเพิ่มสินค้าและบริการ หรือเพิ่มช่องทางจำหน่าย
ในส่วนของการเพิ่มสินค้าและบริการนั้น ณ ขณะนี้ผมก็พยายามหาบริการที่เกียวเนื่องกับบริการอินเตอร์เน็ตมาเสริมเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ทั้งลูกค้าประจำและขาจร
ส่วนการเพิ่มช่องทางจำหน่ายนั้น ตอนนี้ก็มอง ๆ หาพื้นที่ที่จะขยายสาขา หรือทำธุรกิจอื่นเพิ่ม เพราะข้อเสียของธุรกิจบริการอย่างหนึ่งก็คือ ไม่สามารถขยายตัวได้มาก ถ้าจะขยายก็ต้องลงทุนเพิ่มค่อนข้างสูง ดังนั้น ผมจึงมอง ๆ หาธุรกิจซื้อมา-ขายไป หรือธุรกิจผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งก็กำลังตัดสินใจอยู่
ในช่วงนี้ผมก็ไปลงเรียนอิเลคทรอนิคส์พื้นฐานที่โรงเรียนฝึกวิชาชีพระยะสั้น เพื่อที่จะได้นำความรู้กลับมาซ่อมคอมฯในร้านด้วยตนเอง พร้อมทั้งรับซ่อมคอมฯให้ลูกค้าด้วย ซึ่งผมมองว่าธุรกิจรับซ่อมคอมฯยังมีโอกาสอยู่พอสมควร แม้ว่าปัจจุบันราคาคอมฯจะลดลงมาระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
ในส่วนของการลดรายจ่าย ก็ต้องนำของเสียมาวิเคราะห์ถึงปัญหาว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร และจะมีวิธีป้องกันอย่างไร เริ่มตั้งแต่การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ทั้งของร้านและของตัวเอง ต้องหาแหล่งซื้อที่มีราคาต่ำกว่าปัจจุบัน ในขณะที่คุณภาพไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ หมึกพิมพ์ น้ำยาทำความสะอาด และอื่น ๆ ส่วนของข้าวนั้น ก็เปลี่ยนร้านไปทานร้านที่ขายราคาถูกกว่าหรือเปลี่ยนไปกินก๋วยเตี๋ยวแทน
ก็ขอฝากให้เพื่อน ๆ ระมัดระวังค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ดี ควบคุมให้อยู่ในระดับที่อยู่ได้นะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)