วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

ทางออกอยู่ที่ไหน

ช่วงนี้ถามใคร ใคร ๆ ก็กังวลกับสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งภายนอกและภายในประเทศ วิตกกังวลกับการว่างงาน คนที่ทำงานอยู่ ก็กังวลว่าอาจจะถูกเลิกจ้าง คนที่หางาน ก็กังวลว่าจะไม่ได้งานทำ

ผมมานั่งคิดดู กลับพบว่าเป็นโอกาสของคนไทยด้วยซ้ำ แล้วมีโอกาสอะไรบ้าง ลองมาดูกัน

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่ขณะนี้พบว่าตลาดผู้ซื้อใหญ่ของไทยซึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกาเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลง เนื่องจากเกิดความไม่มั่นในฐานะการงาน และเงินของตนเอง ที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ให้ทั้งกับภาคเอกชนและบุคคล จนรัฐบาลต้องเข้ามาเป็นผู้ดูแล เช่นเดียวกับประเทศไทย

เมื่อคนเกิดภาวะไม่มั่นใจเช่นนี้ พฤติกรรมในการใช้จ่ายย่อมเปลี่ยนไป การใช้จ่ายก็จะใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ ปัจจัยสี่ (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค)

แล้วทำอย่างไรจะประหยัดงบในการใช้จ่ายสิ่งเหล่านี้ได้มากที่สุด หนึ่งก็ต้องซื้อเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพ การผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในราคาที่ต่ำ

แล้วมีหรือ? ของราคาถูก คุณภาพสูง หาได้ที่ไหนล่ะ

คำตอบคือ ก็สินค้าจากเมืองไทยที่ล่ะ ที่เราต้องหันมาเน้นเรื่องคุณภาพสินค้าให้สูงสุด ได้มาตรฐาน ISO ทุกตัว รวมไปถึง SA ด้วย

อาหาร - ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ผลิตอาหารป้อนชาวโลกอยู่แล้ว นอกจากอาหารที่เป็นวัตถุดิบแล้ว อาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ก็ต้องพัฒนาต่อยอดให้มีคุณภาพทัดเทียมได้

ที่อยู่อาศัย - ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ดี เหมาะแก่การเข้ามาท่องเที่ยว พักอาศัยแบบโฮมสเตย์ โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำ และคนไทยก็พร้อมต้อนรับชาวต่างชาติทุกประเทศ ยกเว้นแอฟริกา อย่าไปต้อนรับมาก เพราะเกินครึ่งที่เข้ามา เข้ามาทำธุรกิจผิดกฏหมาย

เครื่องนุ่งห่ม - วัตถุดิบด้านสิ่งทอเรามีมากมาย เพียงแต่ต้องออกแบบให้ตรงกับความต้องการ และมีคุณภาพสูง

ยารักษาโรค - เรามีโรงพยาบาล แพทย์ และพยาบาลมากมายทั่วประเทศ ที่พร้อมรักษาในราคาที่ถูกกว่า

ผมมองว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่นี่ล่ะ ที่จะนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นภาวะวิกฤตได้ เพียงแต่มีปัจจัย 2 ประการที่ต้องทำ คือ
1. คุณภาพ ขอให้เน้นเรื่องนี้เป็นสำคัญที่สุด ลดอะไรลดได้ แต่อย่าลดคุณภาพ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุด ที่จะมีการอบรมพนักงานทุกคนในเรื่องการให้บริการ การพัฒนาสถานที่ เอา ISO ที่เคยได้มา มานั่งดูอีกครั้งว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก และนำมาใช้อย่างจริงจัง เพราะผมเห็นหลาย ๆ บริษัท โดยเฉพะบริษัทคนไทยแท้ ที่ทำ ISO เพื่อจะได้ชื่อว่ามี ISO แต่ไม่ได้นำมาใช้อย่างจริงจังเลย เมื่อมีการประเมิน ก็จะโรยผักชีกับผู้ตรวจ เมื่อผ่าน ก็กลับไปทำตามความเคยชินเช่นเดิม
2. การประชาสัมพันธ์ เมื่อมีของดีก็ต้องอวดกันหน่อย สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ อินเตอร์เน็ต หากบริษัทใดยังไม่มีเว็บไซต์ของตนเอง ก็เริ่มลงมือทำได้แล้วครับ สิ่งนี้จะเป็นโอกาสในธุรกิจ และเมื่อทำแล้วก็ขอให้ทำแบบมืออาชีพจริง ๆ หากนึกไม่ออกว่าทำแบบมืออาชีพทำอย่างไร ก็ขอให้เข้าไปดูเว็บไซต์บริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกัน หรือใกล้เคียง แล้วนำมาประยุกต์ใช้ มีจุดเด่นอะไร ลิสต์ขึ้นมา 3 อย่าง แล้วก็เน้นที่ 3 อย่างนี่ล่ะ ไม่ต้องดีครอบจักรวาลหรอกครับ นอกจากเว็บไซต์แล้ว เวลาที่หน่วยงานราชการจัดโรดโชว์ต่างประเทศก็ต้องตามไปออกด้วย

ผมขอให้เน้น 2 สิ่งนี้ก่อน ส่วนอื่น ๆ ค่อยว่ากัน แต่ก็อาจมีปัญหาอยู่ว่าทั้งสองสิ่งนี้ยังไม่เห็นรายได้กลับมาทันทีทันใด ในขณะที่บริษัทก็ยังต้องจ่ายค่าจ้างพนักงาน และยอดขายบริษัทก็ตกลงไป แน่นอนก็ต้องกลับมาเรื่องการลดต้นทุน

ผมอยากให้ศึกษาเรื่องโลจิสติกส์อย่างจริงจัง หรือจ้างที่ปรึกษามาช่วย จะจากเอกชนหรือหน่วยงานราชการก็แล้วแต่

โลจิสติกส์ในความหมายผมไม่ใช่การขนส่ง แต่หมายถึงทุกกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวในองค์กร เช่น การติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ก็ถือเป็นโลจิสติกส์อย่างหนึ่ง การทำงานประจำวันของพนักงาน ก็ถือเป็นโลจิสติกส์อย่างหนึ่ง ทุกขึ้นตอนการผลิตก็ถือเป็นโลจิสติกส์

ลองหาหนังสือเกี่ยวกับการผลิตแบบโตโยต้า หรือลีน มาศึกษาดูนะครับ มีแปลไทยหลายเล่ม เช่น Toyota way, Lean logistics เป็นต้น

สุดท้ายคงฝากไปถึงรัฐบาล ที่ขอให้ช่วยก็คือ
1. การพัฒนาความรู้เรื่องISO, SA และลีน ให้กับบริษัทเอกชน
2. ดึงภาคเอกชนไปร่วมโรดโชว์ตามประเทศต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะโรงพยาบาล และโฮมสเตย์
3. ปล่อยค่าเงินบาทให้ต่ำลงมากกว่านี้ ผมมองที่ 39 บาทกำลังดี

สุดท้ายนี้ เมื่อบริษัทที่ทำเกี่ยวกับปัจจัยสี่นี้ดีขึ้นแล้ว ผมเชื่อว่าจะส่งผลให้ธุรกิจอื่น ๆ ภายในประเทศดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

สวัสดีปีใหม่ครับ

ห่างหายไปนาน ประมาณ 6 เดือน ก็ออกไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ทำน่ะครับ ช่วงนี้ก็เริ่มว่างอีกแล้ว ก็ขอกลับมาอัพเดทบล็อคต่อนะครับ

ก็ขอสวัสดีปีใหม่เพื่อน ๆ ทุกท่าน ไม่ว่าจะปีใหม่ฝรั่ง สากล จีน และไทยในไม่ช้านี้

ปีนี้คงเป็นปีที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมมากขึ้นอีกแน่นอน โดยเฉพาะในสภาพที่ทุกคนกำลังคิดว่าเศรษฐกิจแย่อยู่นี้
ผมอยากให้ช่วยกันศึกษากลยุทธ์การตลาดของสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ให้ดี เก็บไว้ศึกษาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานของเรา

สุดท้ายฝากไว้นะครับ หากมีคำถามเกี่ยวกับ การตลาด การบริหาร โลจิสติกส์ และคอมพิวเตอร์ ก็สามารถสอบถามเข้ามาได้ครับ
ผมจะได้เจาะประเด็นเอามาเขียนแลกเปลี่ยนความรู้กันได้

ยังไงก็ขอให้มีความสุขนะครับ ยึดหลักพอเพียง หยุดความอยากมี อยากได้ลงบ้างนะครับ

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Adware Virtumonde

สองวันก่อนมีลูกค้าเอางานมาให้ปริ้นท์ ก็ใช้แฟลชไดร์ฟเปิดไฟล์ ปรากฏว่ามี adware ตัวนึงเข้ามาในระบบ

ซึ่งปกติผมจะติดตั้ง avast เป็นตัวสแกนไวรัสประจำเครื่อง แต่ก็ยังเล็ดลอดเข้ามาได้ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่ avast ปล่อยให้รอดเข้ามาในเครื่องได้ ตอนนี้ก็เลิกใช้แล้วครับ เปลี่ยนมาใช้ NOD 32 แทน

ติดตั้ง NOD32 ก็ตรวจพบแต่ลบไม่ได้ เพราะ adware ตัวนี้จะทำงานคู่กัน 2 ไฟล์ ลบไฟล์นึง อีกไฟล์ก็จะสร้างไฟล์ที่ถูกลบใหม่ทันที

ก็เลยต้องให้อากู๋ช่วยครับ เข้าไปเสิร์ชในกูเกิ้ล ก็พบว่ามีหลาย ๆ คนเจอปัญหาเช่นเดียวกับผม เพราะ adware ตัวนี้ทำให้เครื่องช้าลงอย่างมาก เล่นเน็ตก็จะมีป๊อปอัพขึ้นมา

ลองหลาย ๆ ตัว ปรากฏว่าตัวที่แจกฟรีและใช้งานได้ ผมก็เอามาจากเว็บ f-secure ซึ่งใช้งานแล้ว ลบออกได้ ก็เลยเอาลิ้งค์มาฝากครับ เผื่อเพื่อน ๆ คนใดเจอปัญหาเช่นเดียวกับผม จะได้ไม่เสียเวลาค้นหาอีก
ftp://ftp.f-secure.com/anti-virus/tools/f-vmonde.zip

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คุณภาพสูง

สัปดาห์ที่ผ่านมา เครื่องปริ้นท์ canon ที่ผมติดแทงค์เองเริ่มมีปัญหา เริ่มแรกที่สีดำ ปริ้นท์แล้วสีขาด ๆ หาย ๆ ลองสั่งล้างหัวพิมพ์หลายรอบก็ยังไม่ดีขึ้น ก็เลยตัดสินใจรื้อออกมาดู ผมเปิดฝาตลับหมึก ดึงฟองน้ำออกมาดูข้างใน ก็ไม่มีตะกอนอะไรขวางทางน้ำหมึก

ลองเอาหัวหมึกแช่น้ำยาเช็ดกระจกดูด้วย เสร็จแล้วประกอบกลับ ทดลองปริ้นท์ใหม่ พอเข้าแผ่นที่ 4 เป็นเหมือนเดิมอีก ก็เลยตั้งค่าไม่ใช้หมึกดำซะเลย ใช้หมึกสี 3 สีผสมกันแทน ซึ่งก็ได้สีดำที่ไม่ดำสนิทนัก แต่ก็พอถูไถใช้งานต่อไปได้



จากนั้นผ่านมา 2 วัน ลูกน้องสั่งปริ้นท์งานเยอะ ปรากฏว่าขึ้น Error E2 กระดาษติด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรติด ผมก็เลยรื้อออกมาดู ปรากฏว่ามีแมงมุมตัวผอม ๆ แอบอยู่ข้างใน และมีก้อนใยกลม ๆ อยู่ข้างในด้วย ก็เลยเอาปากเป่า เป่าออกให้หมด ประกอบกลับ ก็ใช้งานได้ดังเดิม แต่สีเหลืองปริ้นท์ออกมาจางมาก ทำให้เวลาผสมสีแล้วสีเพี้ยน

คิดอย่างแรก ก็คือ สั่งล้างหัวพิมพ์ซะ ผ่านไปหลายรอบ ก็ยังไม่ดีขึ้น สงสัยคงได้ซื้อตลับใหม่แล้ว นึกขึ้นได้ว่าเคยอ่านเจอในเวบบอร์ดหนึ่งนานมากแล้ว เกี่ยวกับการตั้งค่าคุณภาพการปริ้นท์ให้สูงขึ้น ก็เลยลองเข้าไปตั้งค่าคุณภาพการปริ้นท์เป็นสูง ปรากฏว่าสีเหลืองออกมาชัดเจนเหมือนเดิม



ลองเปลี่ยนกลับไปใช้ทั้งสีดำและสีดู ก็ปรากฏว่าสีดำก็ออกครบ ไม่ขาด ๆ หาย ๆ อีก เย้ ไม่ต้องซื้อตลับใหม่แล้ว แต่คงเปลืองหมึกหน่อย ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะหมึกราคาไม่แพงอยู่แล้ว

ผ่านมาได้อีกวัน เวลาปริ้นท์เสร็จ เครื่องจะดึงกระดาษเปล่าแผ่นต่อไปเข้าไปค้างในเครื่องด้วย เอาว๊ะ คราวนี้รื้อใหม่ แล้วเอาไดโว่เป่าซะเลย ปรากฏว่าขี้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปเลย ประกอบกลับเหมือนเดิม ใช้งานได้ดี

ช่วงนี้ มีปัญหากับเจ้าเครื่องนี้บ่อย ซึ่งวิเคราะห์ดูแล้ว ในส่วนของหมึกสีดำ และสีเหลืองที่ออกมาไม่ดีนั้น คาดว่าน่าจะเป็นที่แรงดันแทงค์หมึกไม่ดี ซึ่งเดี๋ยวไว้ว่าง ๆ ค่อยหาทางแก้ใหม่ ส่วน E2 นั้น ก็ขี้ฝุ่นนี่ล่ะ เยอะแยะ หากตกไปขวางทางเซ็นเซอร์ ก็ทำให้เครื่องเพี้ยนไปได้

ก็หวังว่าคงจะใช้งานต่อไปได้อีกซักพักละกัน ช่วงนี้ยังไม่อยากลงทุนเพิ่มมากนัก เก็บเงินไว้ดีกว่า

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ช่วงนี้ทำอะไรดี

ตอนนี้ใคร ๆ ก็พูดกันถึงสภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มตกต่ำลง หลาย ๆ บริษัทประกาศลดพนักงานลง เพราะเมื่อยอดขายไม่ได้ตามเป้า การจะทำกำไรให้ได้ตามเป้า สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการลดต้นทุน ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทข้ามชาติจะมีการจัดการบริหารต้นทุนสินค้าดีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องมาจัดการต้นทุนด้านบุคลากร

ใครที่ไม่มีผลงาน ไม่มีความสามารถจริง ๆ บริษัทก็ไม่อยากเก็บไว้เป็นภาระ สู้จ้างออกไปดีกว่า และเอางานของคนเก่าที่ลาออก มาให้คนที่เหลืออยู่ทำ เพราะฉะนั้นคนที่มีงานทำก็จะต้องทำงานมากขึ้น ๆ ใครทนไม่ได้ก็ลาออกไปเอง บริษัทก็รับคนใหม่ที่สามารถทำได้เข้ามาทำแทน

เพราะฉะนั้นช่วงนี้ คนที่มีความสามารถเท่านั้นที่จะได้รับการบรรจุเข้าทำงาน คนที่อยู่ระดับกลาง ๆ ก็จะว่างงานมากขึ้นเรื่ือย ๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ เมื่อหางานไม่ได้ ก็จะหางานที่คิดว่าสามารถทำได้ ไม่ลำบากนัก บวกกับมีเงินทุนในการจ้างออกมา

แล้วอะไรที่ง่ายสุดล่ะ ก็ร้านเกมส์-อินเตอร์เน็ตนี่ล่ะ เพราะเห็นมีลูกค้าเล่นทั้งวันทั้งคืน คำนวนแล้วถ้าเปิดเองบ้างคงนั่งนับเงินทั้งวัน เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว เชื่อว่าต้นปีหน้าคงมีร้านเกมส์-อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกกว่าครึ่ง

แต่เมื่อมีร้านมากเข้า ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ดี ลูกค้าย่อมต้องประหยัด และลดน้อยลง เมื่อลูกค้าน้อยลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายคงที่มีมาก ก็ต้องทำการส่งเสริมการขายกันหน่อย วิธีที่ง่ายสุดก็คือ ลดราคานี่ล่ะ เมื่อร้านแรกลดราคา ลูกค้าที่ควานหาของถูกก็จะเฮกันไปร้านนั้น ร้านอื่น ๆ ก็ต้องลดตามไม่งั้นก็อยู่ไม่ไหว

เมื่อทุกร้านแข่งกันลดราคาในขณะที่ลูกค้ามีน้อยลง รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย แน่นอนก็ต้องทยอยปิดกิจการไป ก็จะเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตามหลักอุปสงค์ อุปทาน

แล้วจริง ๆ ควรทำอะไรดีล่ะ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดก็คือ ช่วงนี้ทุกคนอยากมีรายได้เสริมกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนมีงานทำอยู่แล้ว หรือคนไม่มีงานก็ตาม

หากเราสามารถรวมคนที่เก่งเฉพาะด้านเหล่านี้มารวมกัน จัดตั้งเป็นบริษัทรับจ้างทำงานไม่จำกัดละก็ คิดว่าน่าจะไปได้ดี เพราะส่วนหนึ่งที่บริษัทต่าง ๆ ลดพนักงานลง แต่จะหันไปจัดจ้างบริษัทจากภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านนั้นมาทำงานแทน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายจัดส่ง ฝ่ายไอที เหล่านี้

ซึ่งหากเรารวมตัวกันเข้าไปเสนองานให้กับบริษัทเหล่านี้ โดยนำเสนอมืออาชีพในสาขาอาชีพเฉพาะด้าน เชื่อได้ว่าน่าจะมีโอกาสมากขึ้น โดยมืออาชีพต่าง ๆ ที่เราจัดหามา ไม่ได้ให้มาทำงานโดยตรง แต่เราจะรับคนจบใหม่เข้ามาเทรนโดยมืออาชีพให้พร้อมทำงาน และคอยเป็นที่ปรึกษา ซึ่งเท่ากับว่าเราจะมีมืออาชีพเฉพาะด้านต่าง ๆ มากมายไม่จำกัด ที่พร้อมทำงานได้ทันทีกับการแข่งขัน

ส่วนด้านเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เราก็จัดจ้างบริษัทคนไทยที่มีแนวคิดทันสมัยมารับช่วงต่อจากเราในบางอย่างได้ เช่น การจัดส่ง ไอที ขาย เพื่อลดการลงทุนให้มากที่สุด

กลับมาที่คนว่างงานต่าง ๆ ควรทำอะไรดี ควรไปเรียนต่อสายวิชาชีพครับ หรือเรียนโท แต่เรียนแล้วต้องเรียนให้ได้ที่ 1 เท่านั้นนะครับ เพราะตอนนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับที่สอง

วิชาชีพควรเืลือกสาขาอะไร มีมากมายครับ ลองเข้าไปศึกษาปัญหาของกลุ่มคนต่าง ๆ ดูครับ เช่นคนมีบ้าน ก็อยากได้ช่างตกแต่งที่มีฝีมือมาปรับปรุงบ้าน ซึ่งหายากพอดู

เรียนโท ก็แนะนำบริหารธุรกิจครับ เพราะจะได้เห็นภาพรวมของการทำธุรกิจ และทำงานร่วมกับฝ่ายอื่น ๆ ได้ดี มีเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน และที่ขาดไม่ได้เลยก็เรื่องภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน

หากคิดว่าคงไม่เรียนต่อแล้ว ก็หางานทำครับ ขายของกิน เช่น ผลไม้สด เพราะยังมีพื้นที่อีกมากครับ ที่ขาดแคลนคนขาย และบริการ เพียงแต่ต้องเน้นคุณภาพเพื่อระยะยาวนะครับ

ส่วนใครที่ไม่อยากเรียน ไม่อยากค้าขาย ก็แนะนำให้เก็บเงินไว้ซื้อที่ดิน สำหรับเพาะปลูก ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือปลูกสิ่งที่กินได้ทั้งหมด หรืออยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงิน อะไรที่มีเหลือก็เอาออกมาขายเก็บเงินสะสมไว้ รอเมื่อเศรษฐกิจฟื้นเมื่อไหร่ ค่อยเอามาลงทุนทำธุรกิจที่อยากทำ

ก็ขอให้ทุกคนมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต ขอเพียงรู้จักคำว่าพอ ก็มีความสุขแล้วครับ

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แก้ไขภาพออนไลน์

วันนี้ ตื่นเช้าก็ตกแต่งร้านจากการพิมพ์โปสเตอร์รายการเครื่องดื่ม เนื่องจากร้านเกมส์รายได้ยังไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ ก็เลยต้องหารายได้เสริมจากการขายเครื่องดื่มเพิ่มเข้ามา

การทำโปสเตอร์ของผม ผมใช้โปรแกรม CorelDraw ในการออกแบบ ซึ่งผมจะถนัดมากกว่าโปรแกรม Illustrator เพราะผมเริ่มใช้โปรแกรมวาดรูปตัวนี้ก่อน Illus

ทำโปสเตอร์ก็ต้องใหญ่หน่อย เพื่อลูกค้าจะได้มองเห็นได้สะดวก ขนาดก็ 120 * 80 ซม. เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็บันทึกเป็นไฟล์ jpg ความละเอียด 300 dpi จากนั้นก็ใช้โปรแกรม posterazer ตัดภาพลงกระดาษ A4 และบันทึกเป็นไฟล์ pdf แล้วสั่งปริ้นท์

งานช่วงเช้าเสร็จ ก็เริ่มเปิดร้าน เช้า ๆ ก็ยังไม่มีลูกค้า ก็นั่งเปิดอ่านเวปข่าวไปเรื่อย ๆ ก็สะดุดกับข่าวนึง ก็คือเวปสำหรับแก้ไขภาพออนไลน์ ซึ่งก็คือ เวป www.pixlr.com ก็ทดลองเ้ข้าไปใช้งาน




ประทับใจแรก ก็คือ มีภาษาไทยให้ใช้งานด้วย สงสัยจะรู้ว่าคนไทยชอบของฟรี :) ไม่หรอกครับ เป็นเพราะคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตมากในระดับต้น ๆ ต่างหาก

ประทับใจสอง ก็คือ ความเร็ว โปรแกรมโหลดได้เร็วมาก แบบนี้ละครับที่เหมาะกับวัยรุ่นใจร้อนอย่างผม :P จริง ๆ ก็คือ หากเว็บไหนออกแบบมาแล้วทำให้โหลดช้านี่ หมดสิทธิเกิดครับ ต่อให้ดีอย่างไรก็ตาม เพราะโลกอินเตอร์เน็ตมีตัวเลือกให้ใช้งานมากมาย

ประทับใจสาม ก็คือ ความสามารถที่มีมาให้ ทั้งเลเยอร์ ทั้งฟอนต์ที่ใช้จากในเครื่องได้เลย หากเพื่อน ๆ ไม่มีฟอนต์ ก็ไปหาดาวน์โหลดได้จาก www.f0nt.com ได้ครับ

อยากให้ลองเข้าไปทดสอบใช้งานกันดูครับ ใช้กันเยอะ ๆ เค้าจะได้พัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเราไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินซื้อโปรแกรมตกแต่งรูปราคาแพงมาใช้งานเลย

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Google Chrome

ตั้งแต่กูเกิ้ลออกโปรแกรม Google Chrome ซึ่งเป็นเว็บเบราเซอร์ออกมา ผมก็ใช้เป็นโปรแกรมหลักในการดูเว็บตลอดมา ยกเว้นบางเว็บที่ต้องใช้ปลั๊กอินใน ie เท่านั้น



การออกแบบ Chrome นั้น ทำได้ดีมาก ง่ายต่อการใช้งาน และที่ผมชอบใจมากที่สุดก็คือ คำกล่าวอ้างที่บอกว่า ปิดแท็บเมื่อไหร่ คืนหน่วยความจำให้ทันที

ปัญหาอย่างเดียวของ Chrome ก็คือ การใช้งานภาษาไทย มีปัญหาเวลาพิมพ์ข้อความแทรกระหว่างคำ คือหากพิมพ์บทความยาว ๆ แล้ว จะแทรกกลางนี่ลำบากมาก ลองทดสอบดูนะครับ แต่ผมก็ยังใช้งานต่อไป ที่ใช้เขียนบล็อกนี่ ก็ใช้ Chrome ในการเขียน

หากกูเกิ้ลออกแบบโปรแกรม office ให้มีหน้าตาแบบ chrome แล้วละก็ ผมว่าไมโครซอฟท์จะมีปัญหาทันทีทีเดียว

พูดถึงออฟฟิศ ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 2007 เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาดีมากเลยทีเดียว มีลูกเล่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานมากมาย เพียงแต่ต้องเรียนรู้กับหน้าตาแบบใหม่ของโปรแกรมเพิ่มเติม แต่ปัญหาเดียวคือ ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อ ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 2003 แล้ว หากจะให้ลงทุนเพิ่ม ผมคิดว่าคงยาก เพราะค่าใช้จ่ายสูงทีเดียว

ซึ่งช่วงหลัง ๆ นี่ ทางไมโครซอฟท์ก็เริ่มบุกให้ผู้ใช้ตามบ้านใช้ออฟฟิศ 2007 ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ตามบ้านคุ้นเคยกับโปรแกรมออฟฟิศให้มากที่สุด และจะได้มีผลเวลาที่ไปทำงาน

แต่ในส่วนธุรกิจแล้ว ผมคิดว่าไม่คุ้มกับการลงทุนเพิ่มนัก หากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดออฟฟิศทุก 4-5 ปี เพราะคู่แข่งรายสำคัญของออฟฟิศ 2007 ก็คือ OpenOffice.org ก็พัฒนาความสามารถได้ไม่แพ้กัน

ในส่วนธุรกิจก็เพียงแต่ต้องลงทุนเพิ่มในส่วนของการฝึกอบรมพนักงานให้ใช้งาน OpenOffice.org ให้เป็นเท่านั้น อีกทั้งหา่ฝ่ายไอทีชำนาญในส่วนของ Opensource ซึ่งปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งก็เริ่มเปิดการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งนี่เป็นการลงทุนระยะยาว

ซึ่งผมทราบมาว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้เปลี่ยนมาใช้ linux และ OO.o นานแล้ว ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านโปรแกรมต่าง ๆ ไปได้อย่างมากทีเดียว

นอกจากออฟฟิศแล้ว อีกโปรแกรมที่ขาดไม่ได้ก็คือ os ซึ่งในฝั่งของ opensource ก็มีอยู่หลายตัว ตัวที่โดดเด่นมากก็คือ Ubuntu นั่นเอง แม้ว่าจะยังใช้งานภาษาไทยได้ไม่สมบูรณ์ 100% ก็ตาม (มีปัญหาเรื่องสระลอย) แต่ถ้าเทียบกับฝั่งวินโดว์แล้ว จะมีข้อดีตรงที่เข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์เก่า ๆ ได้ดี

เพราะฉะนั้น จะช่วยประหยัดในการอัพเกรดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปได้อย่างมาก ซึ่งช่วยลดโลกร้อนได้ด้วย