หลังจากลาออกจากบริษัท ก็กลับมาเล่นคอมฯที่บ้าน แต่ที่บ้านผมตอนนั้นไม่มีปริ้นเตอร์ใช้ ผมก็เลยไปเดินหาซื้อปริ้นเตอร์มาใช้งาน แน่นอนก็ที่พันธ์ทิพย์นั่นล่ะ เดินไปเลย 2 ป้ายรถเมล์
ที่สนใจขณะนั้นก็คือ อยากได้ปริ้นเตอร์แบบ All in One ที่สามารถปริ้นท์สีและสแกนรูปได้ ก็เดิน ๆ หารุ่นที่ถูกที่สุด ก็มาเจอแคนนอน รุ่น MP160 ราคา 2,200 บาท ตรงตามความต้องการ พร้อมโปรโมชั่นแถมบัตรเติมน้ำมัน 300 บาทอีกด้วย ก็เลยตกลงเอาตัวนี้ล่ะตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจว่าถ้าหมึกหมด แล้วต้องซื้อเปลี่ยนเป็นราคาเท่าไหร่ เพราะตั้งใจแล้วว่าจะใช้วิธีซื้อหมึกเทียบมาเติมอยู่แล้ว

เครื่องปริ้นท์รุ่นนี้ก็ใช้งานได้ดี พิมพ์เร็ว สแกนเร็ว แต่ขอบอกว่าพิมพ์รูปสีอาจไม่สวยนัก เพราะใช้หมึก 4 สี ถ้าเพื่อน ๆ เน้นพิมพ์รูป ผมแนะนำให้เปลี่ยนไปซื้อแบบ 6-8 สีแทน ซึ่งจะพิมพ์รูปภาพได้สีที่ใกล้เคียงมากกว่า
ช่วงแรกที่ใช้เองก็ไม่ค่อยได้ปริ้นท์งานมากนัก แต่หลังจากเปิดร้านอินเตอร์เน็ต ผมก็เอาไปใช้ที่ร้านด้วย ปรากฏว่าหมึกหมดเร็วมาก ต้องเติมหมึกทุก 2-3 สัปดาห์ โดยผมใช้เครื่องนี้สำหรับปริ้นท์สีให้ลูกค้า ส่วนปริ้นท์ขาว-ดำ ผมมีเครื่อง HP 1000 series ใช้อยู่

เติมหมึกครั้งใด มือเปื้อนสีทุกครั้ง ก็เลยคิดว่า อย่ากระนั้นเลย เอาไปต่อแทงค์ดีกว่า ก็หมดไปอีก 1,500 บาท และก็ใช้มาจนปัจจุบันนี้ อ้อ ลืมบอกไปตลับหมึกแท้รุ่นนี้ ใช้ 2 ตลับ ซื้อคู่กัน 1,300 บาทครับ ซื้อ 2 ครั้งก็ได้เครื่องใหม่แล้ว
มาเมื่อต้นเดือนนี่เอง ผมได้เครื่องปริ้นท์รุ่นนี้มาอีกตัวนึง ก็เลยเอามาใช้ส่วนตัว เพียงแต่ตัวที่ได้มานี้แกนดึงกระดาษหักไป ซึ่งผมก็ตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเกิดจากการดึงกระดาษในขณะกระดาษติดไม่ถูกวิธีของผู้ใช้คนเดิม เวลาใช้งานเครื่องก็จะดึงกระดาษคราวละหลาย ๆ แผ่น และกระดาษก็จะเบี้ยว ทำให้งานที่ปริ้นท์ออกมาใช้ไม่ได้
ก็เลยตัดสินใจซ่อมดีกว่า ผมก็ลองไปถามที่ศูนย์แคนนอนที่พันธุ์ทิพดู ปรากฏว่าค่าอะไหล่ 400 กว่าบาท ค่าแรงอีก 500 รวมแล้ว 900 นิด ๆ เหมือนซื้อเครื่องเปล่าที่ไม่มีตลับหมึกเลยนะนั่น ผมก็เลยตัดสินใจซ่อมเองดีกว่า ก็ลงมือรื้อเลยครับ ก็พยายามอยู่ 3 วัน ในที่สุดก็รื้อจนเข้าไปถึงแกนดึงกระดาษที่หักได้
ก็คิดว่าจะซ่อมยังไงดีเนี่ย แกนที่หักก็ไม่รู้หายไปไหนแล้ว จะเอามาติดกาวตราช้างซะหน่อย ก็เลยมองหาอะไรที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางในขนาดที่พอ ๆ กับแกนเดิม ก็นึกถึงไม้จิ้มฟัน เพราะดูน่าจะแข็งแรงดี และมีรูปร่างกลมเหมือนแกนเดิมด้วย แต่ถ้าตัดแล้วเอามาติดกาวตราช้างใช้งานเลย อาจจะใช้งานไม่ทน ก็เลยตัดสินใจเจาะรูตรงแกนเดิมให้ลึกเข้าไปประมาณ 3/4 ซม. แล้วก็ตัดไม้จิ้มฟันให้ยาวประมาณ 1 ซม. สอดเข้าไปโดยหยอดกาวตราช้างเข้าไปในรูด้วย พอกาวแห้ง ผมก็ลองประกอบกลับ ก็ใช้งานได้ดีครับ เพื่อน ๆ นำวิธีผมไปใช้ได้นะครับ
เครื่องปริ้นท์เครื่องนี้ผมไม่ได้ต่อแทงค์ ใช้วิธีการเติมหมึกใส่ตลับเดิม แต่เมื่อเติมหมึกแล้วใส่กลับเข้าไปใช้งาน เครื่องก็จะเตือนว่าหมึกหมดอยู่ดี แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ ผมก็เข้าไปหลาย ๆ เว็บเพื่อค้นหาวิธีรีเซตตลับหมึก เพราะบางคนบอกว่าถ้าหมึกหมดแล้วยังสั่งปริ้นท์ต่อไปอาจทำให้หัวพิมพ์ที่ติดอยู่กับตลับหมึกเสียหายได้ ซื้อชุดใหม่ก็อีก 1,300 บาท
ผมก็เข้าไปหลาย ๆ เว็บ ซึ่งก็มีวิธีรีเซตตลับหมึกอยู่หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะใช้วิธีกดปุ่มบนตัวเครื่อง วิธีปิดเทปที่ตัวตลับ และวิธีใช้โปรแกรมรีเซต ซึ่งผมก็สนใจวิธีใช้โปรแกรมรีเซตมาก โดยโปรแกรมตัวนี้ชื่อ MPTool สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บ
http://ipt.nm.ru/ ครับ มีเวอร์ชั่นสำหรับเครื่องปริ้นท์รุ่น IP ด้วยนะครับ

หลังจากดาวน์โหลดมาก็ทดลองใช้งานดูปรากฏว่าใช้ไม่ได้ ปรากฏว่าก่อนที่จะใช้งานโปรแกรมนี้ เราต้องเซ็ตเครื่องพิมพ์ให้อยู่ใน Service Mode ก่อน ผมก็อ่านจากในเว็บของเจ้าของโปรแกรมแล้วก็ไม่เข้าใจ (ใช้ Google แปลภาษารัสเซียเป็นภาษาอังกฤษ) ก็เลยลองหาข้อมูลจากเว็บต่าง ๆ และก็ไปเจอวิธีเซ็ตเครื่องปริ้นท์ให้อยู่ใน Service mode ในเว็บบอร์ดเมืองนอกแห่งหนึ่ง ต้องขออภัยด้วยที่จำเว็บแอดเดรสไม่ได้แล้ว ผมก็ลองทำตามดู ปรากฏว่าใช้ได้ ผมก็เลยอยากเผยแพร่ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบกัน จะได้ไม่เสียเวลา
วิธีเซ็ตเครื่องปริ้นท์ให้อยู่ใน Service Mode มีดังนี้ครับ
- ถอดปลั๊กไฟเครื่องปริ้นท์ออก แต่ผมแนะนำให้ใช้เต้าเสียบปลั๊กไฟที่มีสวิตซ์เปิด/ปิดแทนดีกว่า
- กดปุ่ม ON/OFF เครื่องปริ้นท์ค้างไว้ แล้วเสียบปลั๊กไฟเครื่องปริ้นท์ หรือเปิดสวิตซ์ไฟที่เต้าเสียบปลั๊ก
- เมื่อเสียบปลั๊กไฟ สวิตซ์ ON/OFF จะมีไฟสว่างสีเขียวติดขึ้นมา ก็ขอให้กดปุ่ม ON/OFF ค้างไว้ต่อไป
- ให้กดปุ่ม Stop/Reset [เครื่องรุ่นอื่นอาจเป็นปุ่ม Resume] 1 ครั้ง (กดแล้วปล่อย)
- จากนั้นปล่อยปุ่มกด ON/OFF และไฟสีเขียวที่ปุ่ม ON/OFF จะดับ
- ไฟสีส้มที่ Alarm จะสว่าง ซึ่งแสดงว่าเราได้เข้าสู่ Service Mode แล้ว
- ก็เปิดโปรแกรม MPTool แล้วก็คลิกปุ่ม Reset หมึกดำ โปรแกรมก็จะอ่านข้อมูลในเครื่องและเขียนข้อมูลใหม่ลงไป เมื่อเสร็จแล้ว จะเห็นว่าระดับหมึกสีดำจะเปลี่ยนจาก 0% เป็น 100% ก็ให้กดปุ่ม Reset หมึกสีเป็นลำดับถัดไป เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอน หมึกสีทุกสีก็จะกลับกลายเป็น 100% เช่นกัน
- ปิดโปรแกรม และถอดปลั๊กไฟเครื่องปริ้นท์ และเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ และลองตรวจสอบสถานะสีจากโปรแกรมเครื่องพิมพ์ ก็จะเห็นว่า ทั้งหมึกดำและหมึกสีมีสถานะเต็มครับ และไฟเตือนที่เครื่องปริ้นท์ก็จะดับไป

วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมใช้งานแล้วได้ผล ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการทำตาม ก็ขอให้รับความเสี่ยงด้วยตนเองนะครับ